มติลงโทษแพทย์ชัดเจน แต่คณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริงยังเดินหน้าไม่ถึงไหน สังคมเริ่มตั้งคำถามว่า กำลังค้นหาความจริง หรือกำลังซื้อเวลาให้ผู้มากบารมีนอกกฎหมาย.?
พล.ต.ท.ธนพล ประธานฯสืบสวนข้อเท็จจริง และกรรมการ ต้องมีคำตอบ ว่าประวิงเวลา หรือเล่นปาหี่สอบประเด็นไม่ได้ซับซ้อน คดีดัง โทนี่ ชั้น 14 โรงพยาบาลตำรวจ
พยัคฆ์น้อย ๑๐๙ เอง เข้าใจดีที่สังคมตั้งคำถามกับ คณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริงที่มี พล.ต.ท.ธนพล ศรีโสภา รองจเรตำรวจแห่งชาติ เป็นประธานกรรมการ มี พล.ต.ท.กฤษฎา กาญจนอลงกรณ์ จเรตำรวจ,พล.ต.ต.เจนกมล คำนวล ผู้บังคับการ กองตรวจราชการ 8.สำนักงานจเรตำรวจ,พล.ต.ต.ทรงพล บริบาลประสิทธิ์ ผู้บังคับการสนับสนุน เป็นคณะการรมการ ฯลฯตามคำสั่ง ตร.
ซึ่งแพทยสภามีมติลงโทษทางวิชาชีพแพทย์อย่างชัดเจนแล้ว สังคมจึงตั้งคำถามว่า เหตุใดกระบวนการภายในสำนักงานตำรวจแห่งชาติจึงยังคงเดินหน้าอยู่ในขั้น “สืบสวนข้อเท็จจริง” ราวกับว่ายังไม่ทราบว่าเกิดอะไรขึ้น
ทั้งที่ คณะกรรมการแพทยสภา มีมติลงโทษพักใช้ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพเวชกรรมของ พล.ต.ท. โสภณรัชต์ สิงหจารุ ผู้ช่วย ผบ.ตร.เป็นเวลา 90 วัน และลงโทษพักใช้ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพเวชกรรมของ พล.ต.ท.ทวีศิลป์ เวชวิทารณ์ แพทย์ใหญ่ เป็นเวลาหกเดือน “กรณีให้ข้อมูลหรือเอกสารทางการแพย์อันไม่ตรงกับความเป็นจริง”
ทำให้มีคำถามเล็ก ๆ เพราะผู้ถูกกล่าวหาไม่ใช่ข้าราชการระดับปฏิบัติการทั่วไป หากเป็นนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ระดับพลตำรวจโท ซึ่งดำรงตำแหน่งสำคัญในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ
เมื่อมีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริงขึ้นมา หลายคนคาดหวังว่าจะเป็นกลไกค้นหาความจริงอย่างตรงไปตรงมา แต่เมื่อเวลาผ่านไป สิ่งที่สังคมมองเห็นกลับเป็นความซับซ้อนของกระบวนการที่ดูเหมือนจะยืดยาวออกไปเรื่อย ๆ
ทั้งที่หัวใจของการสืบสวนข้อเท็จจริงตามกฎ ก.ตร. ไม่ได้มีไว้เพื่อถ่วงเวลา แต่มีไว้เพื่อตรวจสอบว่า “เรื่องมีมูลหรือไม่.?และในกรณีนี้ ข้อเท็จจริงสำคัญประการหนึ่งก็คือ แพทยสภาในฐานะองค์กรวิชาชีพที่มีอำนาจตามกฎหมาย ได้พิจารณาและมีมติออกมาแล้ว แน่นอนว่า มติของแพทยสภาไม่ใช่คำสั่งลงโทษทางวินัยของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็นพยานหลักฐานชิ้นสำคัญที่เกิดจากกระบวนการไต่สวนและพิจารณาอย่างเป็นทางการ
จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่สังคมจะตั้งคำถามว่าคณะกรรมการสืบสวนกำลังค้นหาข้อเท็จจริงเพิ่มเติมในประเด็นใด.?กำลังตรวจสอบสิ่งใดที่แพทยสภายังตรวจสอบไม่ครบ หรือกำลังใช้เวลาพิจารณาเพื่อให้เกิดความรอบคอบตามที่อ้างอิงไว้ในคำสั่ง ยิ่งหากการสืบสวนยืดเยื้อจนต้องขยายเวลาออกไปเรื่อย ๆ ความสงสัยของสังคมก็ยิ่งเพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว
เพราะในยุคที่ประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารได้อย่างรวดเร็ว สิ่งที่ทำลายความเชื่อมั่นขององค์กรไม่ได้มีเพียงการกระทำผิดเท่านั้น แต่รวมถึงความล่าช้าในการจัดการกับข้อกล่าวหาด้วยความยุติธรรมที่ล่าช้า ย่อมถูกตั้งคำถามว่าเป็นความยุติธรรมหรือไม่.? สำนักงานตำรวจแห่งชาติ จึงอยู่ในจุดที่ต้องเลือกจะทำให้ประชาชนเห็นว่าระบบตรวจสอบภายในมีความเป็นอิสระ กล้าตัดสินใจตามพยานหลักฐาน และพร้อมรับผิดชอบต่อสังคม
หรือจะปล่อยให้ภาพลักษณ์ขององค์กรถูกตั้งคำถามว่า เมื่อผู้ถูกกล่าวหาเป็นบุคคลระดับสูง กระบวนการต่าง ๆ กลับซับซ้อนกว่าปกติอย่างน่าประหลาด สิ่งที่ประชาชนต้องการอาจไม่ใช่การลงโทษใครล่วงหน้าแต่คือคำตอบที่ชัดเจน โปร่งใส และตรงไปตรงมา
เพราะยิ่งปล่อยให้เรื่องยืดเยื้อ ความเสียหายที่เกิดขึ้นอาจไม่ใช่เฉพาะกับบุคคลที่ถูกกล่าวหา หรือคณะกรรมการที่ได้รับการแต่งตั้ง แต่เป็นความเชื่อมั่นต่ิกระบวนการยุติธรรมขององค์กรทั้งระบบ และเมื่อศรัทธาของประชาชนเริ่มสั่นคลอน การเรียกคืนกลับมา ย่อมยากกว่าการรักษาไว้ตั้งแต่ต้นหลายเท่านัก เพราะองค์กรตำรวจ ต้องเร่งเรียกศรัทธาจากประชาชน คำถามคือท่านต้องการความสง่างามติดตัวไว้เป็นตำนาน หรืออยากได้เสียงสาปแช่ง ที่ไร้คุณธรรมท่านเลือกเอา…???


