“พระราชวังต้องห้าม” หรือ “จื่อจิ้นเฉิง” (紫禁城) หรืออีกชื่อเรียก กู้กง (故宫) ในปัจจุบัน

หนึ่งในสัญลักษณ์ทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมที่สำคัญที่สุดของจีน มีประวัติความเป็นมายาวนานกว่า 600 ปี และเคยเป็นศูนย์กลางอำนาจการปกครองของจักรพรรดิราชวงศ์หมิงและราชวงศ์ชิงรวม 24 พระองค์ ตั้งอยู่ในส่วนหนึ่งของ “เส้นแกนกลางปักกิ่ง” (Beijing Central Axis) หรือ 北京中轴线 คือแนวผังเมืองโบราณอายุมากกว่า 700 ปี และได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกจาก UNESCO เมื่อปี 2024
ในอดีตจักรพรรดิจีนทรงได้รับการยกย่องให้เป็น “โอรสแห่งสวรรค์” (Son of Heaven) ผู้มีอำนาจสูงสุดภายใต้สวรรค์และอยู่เหนือประชาชนทั้งปวง ด้วยเหตุนี้ พระราชฐานที่ประทับของจักรพรรดิจึงเป็นพื้นที่ต้องห้ามสำหรับบุคคลทั่วไป ประชาชนไม่สามารถเข้าออกได้โดยเสรี จึงเป็นที่มาของชื่อ “พระราชวังต้องห้าม” หรือ Forbidden City

หากย้อนไปตั้งแต่ยุคเริ่มก่อสร้างพระราชวังในยุคจักรวรรดิจีน ราชวงศ์หยวนปกครองจีนตั้งแต่ปี ค.ศ. 1271 ถึง 1368 ผู้ก่อตั้งมาจากมองโกเลียใน มีชื่อว่า Genghis Khan (เจงกิส ข่าน) ราชวงศ์หยวนดำรงอยู่เพียง 97 ปี ก่อนที่ผู้ปกครองราชวงศ์หมิงจะโค่นล้มราชวงศ์หยวนลงได้ จักรพรรดิองค์แรกแห่งราชวงศ์หมิงมีพระนามว่า Zhu Yuanzhang (จูหยวนจาง) พระองค์สถาปนาราชวงศ์หมิงขึ้น โดยมีเมืองหลวงอยู่ที่ หนานจิง เมืองทางใต้ของจีน ไม่ไกลจากเซี่ยงไฮ้
ต่อมา พระโอรสองค์ที่ 4 ของจูหยวนจาง ซึ่งมีพระนามว่า “จูตี้” ได้ยึดอำนาจจากพระราชนัดดา ซึ่งเป็นจักรพรรดิองค์ที่ 2 ของราชวงศ์หมิง ทำให้พระองค์ขึ้นครองราชย์เป็นจักรพรรดิองค์ที่ 3 ของราชวงศ์หมิง
เมื่อพระองค์ขึ้นครองราชย์ พระองค์ต้องการย้ายเมืองหลวงจากหนานจิงมายังปีกกิ่ง หรือ Beijing ทางเหนือ เนื่องจากแม้จะประสูติที่หนานจิง แต่เมื่อมีพระชนมายุ 20 พรรษา พระบิดาได้ส่งพระองค์ไปปกครองปักกิ่งในฐานะ “อ๋องแห่งแคว้นเยี่ยน” (Yan Wang) เพราะในอดีตปักกิ่งมีชื่อว่า “เยี่ยนจิง” (Yanjing)

หลังจากได้เห็นความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ของพื้นที่ จูตี้จึงตัดสินใจย้ายเมืองหลวงจากหนานจิงมายังปักกิ่ง ในปี ค.ศ. 1421 พระองค์ได้ประกาศย้ายเมืองหลวงอย่างเป็นทางการ แต่ก่อนที่จะย้ายเมืองหลวง พระองค์ได้มีพระบัญชาให้สร้างพระราชวังต้องห้าม หรือ “กู้กง” (Forbidden City) ขึ้นที่ปักกิ่ง
ในปี ค.ศ. 1406 พระองค์มีพระบัญชาให้เริ่มก่อสร้างพระราชวังต้องห้าม และใช้เวลาสร้างทั้งหมด 14 ปี จนแล้วเสร็จในปี ค.ศ. 1420
ดังนั้น พระราชวังต้องห้ามจึงมีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 600 ปี และผู้สร้างคือจูตี้ จักรพรรดิองค์ที่ 3 แห่งราชวงศ์หมิง
ตั้งแต่สมัยของพระองค์จนถึงจักรพรรดิองค์สุดท้ายของราชวงศ์หมิง ซึ่งมีพระนามว่า Chongzhen Emperor มีจักรพรรดิราชวงศ์หมิงรวม 14 พระองค์ที่ประทับอยู่ในพระราชวังต้องห้าม

ต่อมา ชาวแมนจูได้เข้ายึดครองปักกิ่ง ราชวงศ์หมิงล่มสลาย และราชวงศ์ชิงได้เข้าปกครองจีน จักรพรรดิองค์แรกของราชวงศ์ชิงคือ Shunzhi Emperor ส่วนจักรพรรดิองค์สุดท้ายคือ Puyi
มีจักรพรรดิราชวงศ์ชิงทั้งหมด 10 พระองค์ที่ประทับอยู่ในพระราชวังต้องห้าม
ดังนั้น เมื่อรวมทั้งราชวงศ์หมิงและราชวงศ์ชิงแล้ว มีจักรพรรดิทั้งหมด 24 พระองค์ที่อาศัยอยู่ในพระราชวังต้องห้าม และใช้สถานที่แห่งนี้เป็นศูนย์กลางการปกครองประเทศจีนเป็นเวลาประมาณ 491 ปี
พระราชวังต้องห้ามจึงเป็นสถานที่ประทับและศูนย์กลางการปกครองของจักรพรรดิแห่งราชวงศ์หมิงและราชวงศ์ชิงตลอดหลายศตวรรษที่ผ่านมา

ภายหลังการปฏิวัติซินไฮ่ในปี ค.ศ. 1911 ซึ่งนำโดย ดร.ซุน ยัตเซ็น (Sun Yat-sen) ส่งผลให้ราชวงศ์ชิงสิ้นสุดอำนาจการปกครอง และจีนก้าวเข้าสู่ระบอบสาธารณรัฐ พระราชวังต้องห้ามจึงค่อยๆ เปิดให้ประชาชนเข้าถึงมากขึ้น ก่อนจะเปิดเป็นสถานที่สาธารณะอย่างเป็นทางการในปี ค.ศ. 1928
ปัจจุบัน พระราชวังต้องห้ามได้รับการปรับบทบาทจากพระราชฐานของจักรพรรดิให้กลายเป็น “พิพิธภัณฑ์พระราชวัง” หรือ “กู้กง” (故宫) ซึ่งเป็นหนึ่งในพิพิธภัณฑ์ที่มีชื่อเสียงที่สุดของโลก โดยคำว่า “กู้” หมายถึง “อดีต” หรือ “เดิม” และ “กง” หมายถึง “พระราชวัง” จึงมีความหมายรวมว่า “พระราชวังเก่า”
ด้วยคุณค่าทางประวัติศาสตร์ สถาปัตยกรรม และมรดกทางวัฒนธรรม พระราชวังต้องห้ามจึงเป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญของกรุงปักกิ่ง และยังคงดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกให้เดินทางมาเยี่ยมชมอย่างต่อเนื่องในแต่ละปี ช่วงสูงสุดมีผู้เขข้าชม 80,000 คน/ วัน
ปัจจุบัน สถานที่แห่งนี้ไม่เพียงเป็นแหล่งเรียนรู้ประวัติศาสตร์จีนเท่านั้น แต่ยังสะท้อนการเปลี่ยนผ่านจากยุคจักรวรรดิสู่สังคมสมัยใหม่ และเป็นสัญลักษณ์สำคัญของการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมของจีนให้คงอยู่สืบต่อไป
มณีนาถ อ่อนพรรณา / ภาพ -ข่าว

