“สุชาติ” สั่ง “กรมทะเล” ตรวจสอบด่วน กรณีน้ำทะเลสีดำคล้ำ–กลิ่นผิดปกติ ระยอง ห่วงกระทบสัตว์น้ำ

86

ระยอง, วันที่ 7 มิถุนายน – จากกรณีน้ำทะเลมีสีดำคล้ำและมีกลิ่นผิดปกติ บริเวณปากคลองซากหมาก–อ่าวประดู่ จังหวัดระยอง นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (รมว.ทส.) จึงสั่งการให้กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ตรวจสอบอย่างเร่งด่วน พร้อมติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินผลกระทบต่อทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ผลจากการตรวจสอบเบื้องต้นคาดว่าเกิดจากสภาพคลื่นลมที่มีกำลังค่อนข้างแรงในช่วงมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ ทำให้ตะกอนดินเลนบริเวณก้นทะเลถูกกวนฟุ้งขึ้นสู่มวลน้ำ (Sediment Resuspension) น้ำทะเลจึงมีสีคล้ำและเกิดกลิ่นจากการย่อยสลายสารอินทรีย์ที่สะสมอยู่ในตะกอน

จากข้อมูลทางสมุทรศาสตร์ พื้นที่ปากคลองซากหมาก–อ่าวประดู่มีลักษณะเป็นอ่าวกึ่งปิด ทำให้การหมุนเวียนและถ่ายเทมวลน้ำค่อนข้างจำกัด ประกอบกับเป็นพื้นที่รองรับน้ำไหลบ่าจากแผ่นดินผ่านคลองตากวนและคลองชากหมาก ซึ่งพัดพาเอาตะกอนแขวนลอยและอินทรียวัตถุจากกิจกรรมชุมชน รวมถึงภาคอุตสาหกรรมมาเป็นเวลานาน ส่งผลให้เกิดการสะสมของตะกอนเนื้อละเอียดและสารอินทรีย์บริเวณก้นอ่าว เมื่ออยู่ในสภาวะออกซิเจนต่ำเป็นเวลานาน ตะกอนจึงมีลักษณะเป็นดินเลนสีดำ และอาจเกิดก๊าซไฮโดรเจนซัลไฟด์ (H₂S) ซึ่งเป็นสาเหตุของกลิ่นคล้ายไข่เน่า เมื่อเกิดคลื่นลมแรง ตะกอนดังกล่าวจึงถูกกวนขึ้นมาปะปนในมวลน้ำและปรากฏเป็นน้ำทะเลสีดำคล้ำในระยะสั้น

สำหรับผลกระทบต่อสัตว์น้ำและทรัพยากรทางทะเล กลุ่มที่อาจได้รับผลกระทบโดยตรงมากที่สุดในระยะสั้น คือ สัตว์หน้าดินและสัตว์น้ำชายฝั่งที่อาศัยอยู่บริเวณพื้นทะเล เช่น หอยสองฝา ปู ไส้เดือนทะเล และสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังหน้าดินอื่น ๆ เนื่องจากตะกอนที่ฟุ้งกระจายสามารถปกคลุมพื้นผิวที่อยู่อาศัย อุดตันระบบกรองอาหาร และส่งผลต่อการหายใจของสัตว์น้ำ นอกจากนี้ สารอินทรีย์ที่ถูกกวนขึ้นมาจากก้นทะเลอาจกระตุ้นกระบวนการย่อยสลายทางชีวภาพ ทำให้มีการใช้ออกซิเจนในน้ำเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ค่าออกซิเจนละลายน้ำลดต่ำลงในบางช่วงเวลา ซึ่งส่งผลการทบต่อการดำรงชีพของสัตว์น้ำ โดยเฉพาะสัตว์ที่เคลื่อนที่ได้ช้า

ในส่วนของทรัพยากรทางทะเลที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ ได้แก่ แนวปะการังบริเวณเกาะสะเก็ด ซึ่งอยู่ห่างจากพื้นที่เกิดเหตุประมาณ 2.6 กิโลเมตร และแหล่งหญ้าทะเลหาดพลา ระยะทางประมาณ 17.5 กิโลเมตร กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งจะบูรณาการการทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และกำหนดแนวทางบริหารจัดการพื้นที่อย่างต่อเนื่อง เพื่อลดผลกระทบต่อทรัพยากรทางทะเล ระบบนิเวศ และประชาชนที่ใช้ประโยชน์จากทรัพยากรทางทะเลในพื้นที่ต่อไป