หน้าแรกบทความ“ยาบ้ากลืนชาติ” ผู้เสพพุ่งทุกหมู่บ้าน เด็กหญิงเอาตัวแลกยา รัฐบาลจะตื่นเมื่อไร

“ยาบ้ากลืนชาติ” ผู้เสพพุ่งทุกหมู่บ้าน เด็กหญิงเอาตัวแลกยา รัฐบาลจะตื่นเมื่อไร

ตัวเลขผู้เสพกว่า 30,000 คนในนครสวรรค์ และผลตรวจเด็กกลุ่มเสี่ยงในสุรินทร์ที่พบสารเสพติดเกือบ 30% คือสัญญาณอันตรายที่ดังพอจะปลุกทั้งประเทศให้ตื่นจากความฝัน แต่ดูเหมือนรัฐบาลยังคงเลือกฟังเสียงปรบมือจากตัวเลขบนกระดาษ มากกว่าฟังเสียงคร่ำครวญจากชุมชนที่กำลังถูกยาเสพติดกัดกินทุกวัน…

เคยตั้งใจว่าจะไม่เขียนถึงการแก้ไขปัญหายาเสพติดของรัฐบาลแล้ว เพราะดูเหมือนรัฐบาลจะไม่ให้ความสำคัญเท่าที่ควร แต่เมื่อเห็นองคมนตรี 9 คนร่วมรับฟังพร้อมแนะแนวทางให้รัฐบาลรับมือภัยแล้ง ทำให้เกิดความหวังอยากให้องคมนตรีช่วยแนะนำให้รัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีระกูล  ให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหายาเสพติดอยู่อันดับต้นๆเทียบเท่ากับแก้ปัญหาเศรษฐกิจที่กำลังทรุดหนักทำไมถึงอยากให้อยู่ในอันดับต้นๆ เพราะเกือบทุกพื้นที่จิ้มไปที่หมู่บ้านไหนจะเจอคนติดยาเสพติด ไม่ว่าจะเป็น ยาบ้า กัญชา น้ำกระท่อม ยาไอซ์ และยาเค เป็นต้น หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติดล้วนมีข้อมูลอยู่ในมือทั้งสิ้น แต่ผู้ปฏิบัติไม่กล้าที่จะเปิดเผย  

จึงขอนำเสนอข้อมูลที่สะท้อนจากผู้ปฏิบัติจริงอย่าง พล.ต.อ.สมศักดิ์ จันทะพิงค์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด(อบจ.)นครสวรรค์ ประกาศสงครามยาเสพติดบอกว่า ในนครสวรรค์แบ่งงานเรียกร้อยแล้ว ต้องทำความจริงให้ปรากฏว่าสถานการณ์จริงในนครสวรรค์คือการแพร่ระบาดดูตัวเลขจากคนเสพมีกว่าสามหมื่น ถ้าค้นหาจริงๆแบบมีกระบวนการตัวเลขมากกว่านี้แน่นอน จังหวัดอื่นเขาไม่ค้นตัวเลขไม่ขึ้น

“ยาเสพติดตัวบ่อนทลายอันใหญ่หลวงเพราะมันโจมตีคนในประเทศ คนอ่อนแอรัฐอ่อนแอไม่มีรัฐไหนในโลกที่เจริญขึ้นมาได้จากมนุษย์อ่อนแอ มนุษย์ที่มีความเข้มแข็งเท่านั้นมนุษย์ที่มีความมั่นคงเทานั้นที่จะสร้างรัฐให้มีความมั่นคงได้ ทุกคนต้องร่วมมือกันผลักภาระไปให้ใครคนใดคนหนึ่งหรือผลักภาระไปให้ส่วนราชการหนึ่งไม่ได้ ทุกส่วนต้องเห็นเป็นภาพเดียวกัน ต้องแบ่งงานกันทำ สังคมอยู่ที่เราต้องช่วยกันสร้าง…”พล.ต.อ.สมศักดิ์ระบุ

ถ้ามองตัวเลขผู้เสพยากว่าสามหมื่นคนที่พล.ต.อ.สมศักดิ์ สะท้อนออกมาพร้อมระบุว่าถ้าสำรวจกันจริงๆ ต้องมากกว่านี้ หากนำตัวเลขกลม 30,000 คนคูณด้วย 77 จังหวัด จะเท่ากับมีผู้เสพถึง 2,310,000 คน ในความเป็นจริงแล้วตัวเลขย่อมจะสูงกว่านี้ เพราะมีจังหวัดใหญ่ๆ รวมถึงกรุงเทพฯ ถ้าสำรวจกันจริงๆ แต่ละจังหวัดอาจสูงถึงหลักแสนหรือหลายแสนคนได้ เพราะสถานการณ์ยาเสพติดได้แพร่เข้าไปทั้งสถานศึกษา วัด ค่ายทหาร และเรือนจำ เป็นต้น สถานที่เหล่านี้ไม่กล้าที่จะเปิดเผยหรือปล่อยให้เข้าไปสำรวจแน่นอน ซึ่งสอดรับกับข้อมูลที่คณะทำงานพิจารณาศึกษาป้องกันและปราบปรามเครือข่ายยาเสพติดและอาชญากรรม ของคณะกรรมาธิการกฎหมายและการยุติธรรม นำเสนอข้อมูลจากลงพื้นที่ จ.สุรินทร์ ว่าพบโรงเรียนมัธยมแห่งหนึ่งใน สุรินทร์ นำเด็กกลุ่มเสี่ยงชอบหนีเรียน 100 คน ทั้งมัธยมต้นและปลายมาร่วมอบรม แล้วตรวจหาสารเสพติดในปัสสาวะ พบว่าเด็ก 100 คน พบมีสารเสพติดเกือบ 30 คน เกินครึ่งเป็นนักเรียนหญิง

ขณะที่นายพัฒนะศาสตร์ รัตนะวีระจิต ปลัดอำเภอสังขะฝ่ายความมั่นคง จ.สุรินทร์  ระบุว่า ต้องยอมรับความจริงที่เกิดขึ้น ถ้ามัวแต่หมกข้อมูลไว้ไม่มีทางแก้ปัญหาได้ ในฐานะคนทำงานด้านยาเสพติด รู้ดีที่สุดว่าหนักจริงๆ   

“ยิ่งในสถานศึกษาผมได้คุยกับเยาวชนที่ที่เข้ากระบวนการบำบัด เขาบอกว่าเสพยามาตั้งแต่อายุ 14 ปี เรียนชั้นม.2 ในโรงเรียนแห่งหนึ่ง และรับยาเสพติดไปขายให้เพื่อนในโรงเรียนด้วย”นายพัฒนะศาสตร์ระบุและว่าเด็กผู้หญิงยิ่งอันตรายใช้ตัวแลกกับยา เพื่อจะได้ยามาเสพ 

 นายพัฒนะศาสตร์ บอกอีกว่า การแก้ปัญหายาเสพติดเหมือนพายเรือในอ่างวนไปวนมา ปัญหาต่างๆไม่มีกล้าที่จะเอาข้อมูลมาพูดสะท้อนความเป็นจริง ตนเคยเจอสถานศึกษาบางแห่งนำเด็กดีมาตรวจ จะเจอได้อย่างไร ไม่กล้าเอากลุ่มเสี่ยงมาตรวจ นี่คือข้อเท็จจริง ทางผู้อำนวยการโรงเรียนต้องกล้าเปิดใจ 

“ในสังขะมาหาผมได้เลย จะเอาอย่างไรให้อยู่ ไม่อยากดำเนินคดีกับลูกศิษย์ ผมพร้อมนำเข้าบำบัดฟื้นฟู ผู้อำนวยการฯ พ่อแม่เด็กต้องเปิดใจ เหมือนที่โรงเรียนแห่งหนึ่งเอาเด็กกลุ่มเสี่ยงตรวจเจอ 26 คน ผู้อำนวยการฯกล้าเปิดใจ โรงเรียนดำเนินการบำบัดพาไปโรงพยาบาลเด็กกลุ่มนี้ดีขึ้น” นายพัฒนะศาสตร์ระบุและว่าการจับกุมเป็นปลายไม่ใช่ต้นเหตุ เด็กพ่อแม่ให้เงิน พอมีเงินยาก็เข้าถึง กำลังซื้อมี พ่อแม่ให้เงินวันละร้อยสองร้อยยาเม็ดละ 30 บาท กำลังซื้อมี จึงเป็นวัยอันตรายที่สุด

ทั้งกรณีนครสวรรค์และสุรินทร์ เป็นเพียงความจริงเพียงเสี้ยวหนึ่งของทั้งประเทศ เพียงแต่จังหวัดอื่นๆ ยังหมกปัญหาไม่อยากให้ถูกมองวาเป็นพื้นที่แพร่ระบาดของยาเสพติดถ้านายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง มีศักยภาพในเชิงบริหารจริง แค่สองจังหวัดนี้น่าจะมองภาพรวมและวางแนวทางแก้ปัญหาได้แล้ว แต่ที่ผ่านมาประชาชนยังสัมผัสไม่ได้เลยว่ารัฐบาลในนายอนุทินเอาจริงจึงได้แต่หวังว่านับจากนี้ไปรัฐบาลคงจะเอาจริงแล้ว อย่าคิดเพียงว่าแก้ปัญหายาเสพติดเงินทอนน้อยกว่าดันโครงการอื่นๆ แต่ขอให้คิดว่าเป็นการสร้างบุญกุศลครั้งใหญ่ให้ประเทศ 

แต่ถ้ายังแก้ปัญหาแบบรูทีนจับแล้วแถลงข่าวหรือทำหน้าที่เพียงแค่ประธานเปิดโครงการบำบัดและฟื้นฟู ทำนายได้เลยว่าไทยจะกลายเป็นรัฐอ่อนแอแน่นอน !!!

RELATED ARTICLES
- Advertisment -spot_img
- Advertisment -spot_img
- Advertisment -spot_img