หน้าแรกกระบวนการยุติธรรมรวบคาสถานีรถไฟ สาวใหญ่บัญชีม้า ร่วมแก๊งหลอกลงทุน TikTok เหยื่อสูญเกือบ 2 ล้าน อ้างยกบัตรATMให้คนรู้จักในบ่อนเขมร แลกกับเงิน 2 พันบาท ตำรวจยังไม่ปักใจเชื่อ

รวบคาสถานีรถไฟ สาวใหญ่บัญชีม้า ร่วมแก๊งหลอกลงทุน TikTok เหยื่อสูญเกือบ 2 ล้าน อ้างยกบัตรATMให้คนรู้จักในบ่อนเขมร แลกกับเงิน 2 พันบาท ตำรวจยังไม่ปักใจเชื่อ


วันที่ 4 มิ.ย. พล.ต.ต.ธีรชาติ ธีรชาติธำรง ผบก.ปพ. สั่งการให้ พ.ต.อ.อภิชน ขันกา ผกก.4 บก.ปพ. พ.ต.ท.ไพบูลย์ พิมพ์กำเนิด สว.กก.4 บก.ปพ. ร่วมกันจับกุม นางน้ำทิพย์ อายุ 57 ปี ตามหมายจับศาลอาญาธนบุรี ที่ 590/2569 ลงวันที่ 22 พ.ค. 2569 ในความผิดฐาน “ร่วมกันฉ้อโกงประชาชนโดยแสดงตนเป็นบุคคลอื่น และร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลอันเป็นเท็จ” โดยจับกุมได้บริเวณสถานีรถไฟลาดกระบัง แขวงและเขตลาดกระบัง กรุงเทพมหานคร


จากการจับกุมทราบว่า เมื่อเดือนมีนาคม 2568 ผู้เสียหายพบโฆษณาผ่านเฟซบุ๊ก ใช้ชื่อบัญชี “Mas design picture” ชักชวนให้เรียนรู้การเป็นนายหน้า TikTok อ้างว่าสามารถสร้างรายได้สูงถึงเดือนละ 5 แสนบาท โดยมีการสอน และให้คำแนะนำฟรี หลังเกิดความสนใจ ผู้เสียหายได้ติดต่อผ่านลิงก์ที่ปรากฏในโฆษณา ก่อนจะพูดคุยผ่านแอปพลิเคชันไลน์ และถูกโน้มน้าวให้ร่วมลงทุนในรูปแบบจับคู่สินค้า คนร้ายอ้างว่าจะได้ผลตอบแทนในอัตราสูง ช่วงแรกๆ กลุ่มคนร้ายได้จ่ายผลตอบแทนให้จริงเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ ก่อนจะหลอกให้ลงทุนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง


ผู้เสียหายหลงเชื่อยอมโอนเงินร่วมลงทุนรวม 17 ครั้ง เสียหายร่วม 2 ล้านบาท กระทั่งไม่สามารถถอนเงิน หรือรับผลตอบแทนได้ตามที่กล่าวอ้าง จึงรู้ตัวว่าถูกหลอกและเข้าแจ้งความให้ตำรวจติดตามตัวผู้เกี่ยวข้องมาดำเนินคดี
จากการสืบสวน เจ้าหน้าที่พบว่า นางน้ำทิพย์มีชื่อเป็นเจ้าของบัญชีธนาคารที่ถูกนำไปใช้เป็นบัญชีม้ารับโอนเงินและทราบว่ากำลังเดินทางจาก จ.สระแก้ว เข้ากรุงเทพฯ จึงวางกำลังเข้าจับกุมดังกล่าว


สอบสวน ผู้ต้องหาให้การว่า เมื่อปี 2568 มีเพื่อนชื่อ “นายแดง” สาชักชวนไปทำงานแม่บ้านในคาสิโนที่เมืองปอยเปต ประเทศกัมพูชา ได้รับเงินเดือน 8,000-10,000 บาท ต่อมามีชายชื่อ “นายยีนส์” มาขอให้ตนช่วยเปิดบัญชีธนาคารให้ โดยเสนอค่าตอบแทน 2,000 บาท แม้ไม่สามารถเปิดบัญชีใหม่ได้ แต่ตนได้นำบัตรเอทีเอ็มที่มีอยู่มอบให้ไป และไม่สามารถติดต่อนายยีนส์ได้อีกเลย และไม่ทราบว่าจะนำบัญชีไปใช้ทำธุรกรรมใด


นอกจากนี้ ผู้ต้องหายังอ้างว่า คนไทยที่อยู่ฝั่งกัมพูชาหากไม่มีหนังสือเดินทางจะไม่สามารถเดินทางกลับประเทศไทยได้ และต้องเสียค่าใช้จ่ายจำนวนมากหากต้องการกลับประเทศ ส่วนตนนั้นสามารถเดินทางกลับมาได้เนื่องจากมีเอกสารการเดินทางถูกต้องตามกฎหมาย


อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ไม่ปักใจเชื่อคำให้การดังกล่าว เนื่องจากพบข้อพิรุธหลายประการและขัดแย้งกับพยานหลักฐานที่รวบรวมได้ โดยเชื่อว่าผู้ต้องหาอาจมีความเกี่ยวข้องกับขบวนการสแกมเมอร์ที่ใช้ฐานปฏิบัติการอยู่ในประเทศเพื่อนบ้าน ก่อนนำตัวส่งพนักงานสอบสวน สน.ภาษีเจริญ ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

RELATED ARTICLES
- Advertisment -spot_img
- Advertisment -spot_img
- Advertisment -spot_img