กรุงเทพฯ, วันที่ 2 มิ.ย. – ดร.สุรินทร์ วรกิจธำรง อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ (คพ.) เปิดเผยว่า นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (รมว.ทส.) ห่วงใยสถานการณ์แม่น้ำกระบุรีประสบปัญหาความขุ่นผิดธรรมชาติต่อเนื่องมากว่า 6 ปี ส่งผลกระทบต่อประชาชนและวิถีชีวิต มอบหมาย คพ. โดยสำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 15 ร่วมกับจังหวัดระนองและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จัดเวที “เปิดพื้นที่…สะท้อนเสียงประชาชน” กรณีปัญหาความขุ่นในแม่น้ำกระบุรี ณ ศาลาอเนกประสงค์ หมู่ 5 บ้านหาดจิก ตำบลปากจั่น อำเภอกระบุรี โดยมีนายวิธรัช รามัญ รอง ผวจ. ระนอง เป็นประธาน เพื่อเปิดพื้นที่รับฟังความคิดเห็นและผลกระทบจากปัญหาคุณภาพน้ำ พร้อมสร้างความเข้าใจร่วมกันระหว่างภาครัฐและประชาชนในพื้นที่

ดร.สุรินทร์ กล่าวว่า ประชาชนและภาคประชาสังคมระบุว่าสาเหตุสำคัญเกิดจากกิจกรรมเหมืองแร่ในฝั่งเมียนมา ส่งผลให้ตะกอนดินไหลลงสู่ลำน้ำและกลายเป็นปัญหามลพิษข้ามพรมแดน กระทบต่อการดำรงชีวิตของประชาชน การเกษตร ประมงพื้นบ้าน การท่องเที่ยว และระบบนิเวศ โดยเฉพาะหญ้าคริปโตโครีน พืชน้ำหายากที่พบเพียง 2 แห่งของโลก ซึ่งกำลังได้รับผลกระทบจากการทับถมของตะกอนดิน ทั้งนี้ ผลการตรวจติดตามคุณภาพน้ำและตะกอนดินของ คพ.ปรากฎว่าค่าสารโลหะหนัก ยังไม่เกินเกณฑ์มาตรฐาน มีเพียงค่าความขุ่นที่เพิ่มขึ้นในช่วงหน้าแล้งอย่างมีนัยยะ ในขณะที่กรมประมงตรวจพบสารแคดเมียมและตะกั่วในกุ้ง แต่ยังอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานความปลอดภัย

ภายในเวทีรับฟังความคิดเห็น เครือข่ายรักแม่น้ำกระบุรีได้เสนอแนวทางแก้ไขปัญหา 11 ประการ อาทิ การเพิ่มความถี่ในการตรวจสอบคุณภาพน้ำ การตรวจสารปนเปื้อนในร่างกายประชาชน การจัดทำแผนที่ความเสี่ยง การผลักดันปัญหามลพิษข้ามพรมแดนเป็นวาระแห่งชาติ การใช้กลไกความร่วมมือชายแดนไทย–เมียนมา และการจัดตั้งคณะทำงานร่วมระหว่างภาครัฐ ท้องถิ่น และประชาชน เพื่อขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม

สำหรับแนวทางดำเนินงาน ภาครัฐเตรียมแต่งตั้งคณะทำงานระดับจังหวัด โดยเปิดโอกาสให้ภาคประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม ขณะที่ คพ.และกรมประมงจะเพิ่มความถี่การเฝ้าระวังคุณภาพน้ำและสัตว์น้ำทุก 3 เดือน พร้อมผลักดันการติดตั้งสถานีตรวจวัดคุณภาพน้ำอัตโนมัติแบบ Real-time ในพื้นที่ต้นน้ำกระบุรี นอกจากนี้ กรมทรัพยากรน้ำและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นยังเตรียมพัฒนาแหล่งน้ำสำรองและปรับปรุงระบบประปาหมู่บ้าน เพื่อลดผลกระทบต่อประชาชนในระยะยาว
“ภาครัฐตระหนักถึงความเดือดร้อนของประชาชนจากปัญหาความขุ่นในแม่น้ำกระบุรีที่ยืดเยื้อมาอย่างต่อเนื่อง การแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืนจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งการเฝ้าระวัง การบรรเทาผลกระทบ การฟื้นฟูระบบนิเวศ และการผลักดันความร่วมมือระหว่างประเทศ เพื่อคืนความอุดมสมบูรณ์ของแม่น้ำและคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับประชาชนในพื้นที่” ดร.สุรินทร์ กล่าว

