ที่ กองบังคับการปราบปราม​ (บก.ป.) นาย วุฒิชัย คำดี อายุ 44 ปี ชาว จ.ศรีสะเกษ พร้อมด้วยกลุ่มผู้เสียหายรวมประมาณ 20 ราย และทนายความ เดินทางเข้าพบ พัน​ตำรวจ​โท​ จตุพร งามสุวิชชากุล รอง​ผู้​กำ​กับการ​สอบ​สวน​ กอง​กำ​กับการ​ 2​ กอง​บังคับการ​ปราบปราม​ (รองผกก. สอบสวน กก.2 บก.ป.)​ เพื่อให้ดำเนินคดีเอาผิดกับ น.ส.พลอย และ น.ส.ปุ๋ย นามสมมุติ (น.ส.ชมพูนุช พงษ์ศรรพิพัฒน์ และ น.ส.ปวริศา นาครอด) หลังถูก น.ส.พลอยฯ และ น.ส.ปุ๋ยฯ หลอกซื้อดาวน์รถยนต์ ก่อนเชิดรถหนีหายไป จนทำให้กลุ่มผู้เสียหายถูกไฟแนนซ์ติดตามทวงค่างวดผ่อนชำระที่ติดค้างไว้ จนได้รับความเสียหายต้องกลายเป็นหนี้สินจากการติดค้างค่างวดรถที่เหลือ โดยนำเอกสารและหลักฐานการทำสัญญาซื้อขายรถยนต์มามอบให้กับพนักงานสอบสวนเพื่อประกอบการพิจารณา

นายวุฒิชัยฯ กล่าวว่า สืบเนื่องมาจากเมื่อช่วงประมาณเดือน ตุลาคม 2561 ตนได้ประสบปัญหาทางการเงิน จึงตัดสินใจขายดาวน์รถกระบะฟอร์ด 4​ ประตู ผ่านเพจเฟสบุ๊คซื้อขายรถเพจหนึ่ง หลังไม่สามารถแบกรับภาระค่าใช้จ่ายจากการผ่อนรถได้ จนกระทั่งได้มี น.ส.พลอยฯ และ น.ส.ปุ๋ยฯ ติดต่อเข้ามาทำทีแสดงความต้องการซื้อรถยนต์คันดังกล่าว

โดยอ้างว่าตัวเองทำงานงานอยู่ที่โรงพยาบาลสมิติเวช มีรายได้แน่นอน พร้อมกับแสดงหลักฐานเงินเดือนซึ่งมีเงินหมุนเวียนนับล้านๆบาทต่อเดือน ตนจึงหลงเชื่อยอมขายดาวน์รถยนต์ให้ โดยตกลงราคาอยู่ที่ 8 หมื่นบาท ส่วนค่างวดที่เหลือทั้งคู่จะผ่อนชำระกับทางไฟแนนซ์เอง แล้วจะติดต่อกลับมาเพื่อทำเรื่องเปลี่ยนกรรมสิทธิ์ในการรับผิดชอบค่างวดรถกับทางไฟแนนซ์ในภายหลัง

กองบังคับการปราบปราม

โดยในช่วงแรก ทั้งสองคนยังมีการผ่อนชำระตามปกติจริง แต่ต่อมาช่วงระยะหลังทั้งคู่เริ่มจ่ายเงินค่างวดรถล่าช้า ก่อนจะเริ่มค้างค่างวดกับทางไฟแนนซ์หลายงวด จนทำให้ทางไฟแนนซ์ติดต่อมายังตนเพื่อทวงถามถึงค่างวดรถที่ติดค้าง เนื่องจากตนยังคงเป็นผู้รับผิดชอบรถคันดังกล่าวอยู่ เพราะทั้งคู่หลังจากได้รถแล้วกลับไม่ยอมมาทำเรื่องเปลี่ยนสัญญา

เมื่อติดต่อทวงถามไปยังทั้งสองคน กลับอ้างว่าตอนนี้เกิดติดปัญหาสภาพคล่องทางการเงิน ตนจึงติดต่อไปอีกครั้งเพื่อจะขอรถยนต์คืน ก่อนจะตกลงส่งมอบรถคืนในวันที่ 10 ม.ค. ที่ผ่านมา แต่เมื่อถึงกำหนดทั้งคู่กลับไม่ยอมนำรถมาคืนให้กับตนตามนัด และไม่สามารถติดต่อได้ จึงได้ทำการตรวจสอบประวัติจนทราบว่านอกจากตนแล้วยังมีผู้ตกเป็นเหยื่อถูกหลอกในลักษณะเดียวกันอีกกว่า 20 คน รวมมูลค่าความเสียหายกว่า 30 ล้านบาท จึงรวมตัวกันมายังกองบังคับการปราบปราม เพื่อร้องขอความเป็นธรรม เบื้องต้นพนักงานสอบสวนได้ทำการสอบปากคำผู้เสียหาย เพื่อนำไปพิจารณาควบคู่กับพยานหลักฐานที่นำมามอบให้ ก่อนจะรวบรวมข้อมูลเสนอต่อผู้บังคับบัญชาพิจารณาสั่งดำเนินการต่อไป

Cr.เจริญ​ผล​ เอี่ยม​พึ่ง