ตร.ทางหลวงสกัดจับพี่ชายอดีตพระธรรมกาย เอี่ยวฟอกเงิน “สหกรณ์คลองจั่น” คารถขนลูกเมียลงใต้

67

สกัดจับพี่ชายอดีตพระลูกวัด-วัดพระธรรมกาย เอี่ยวคดีฉ้อโกงสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น ขนครอบครัวลงภาคใต้ พิรุธไม่ยอมแสดงเอกสาร ก่อนเจอชื่อสมุดฝากครรภ์ มีหมายจับ 2 คดี

เมื่อวันที่ 28 พ.ค. พล.ต.ต.พรศักดิ์ เลารุจิราลัย ผบก.ทล. สั่งการให้ พ.ต.อ.ภคพล สุชล ผกก.2 บก.ทล. พ.ต.ท.กล้า สมบัติพิบูลย์ สว.ส.ทล.4 กก.2 บก.ทล. พร้อมด้วย ร.ต.อ.วิมล แก้วชู รอง สว.(ป.) ส.ทล.4 กก.2 บก.ทล. ร.ต.ต.ใจเทพ สาลี รอง สว.(ป.) ส.ทล.4 กก.2 บก.ทล. ร่วมกันจับกุม นายกิตติธัช หรือ “ดอน” (สงวนนามสกุล) อายุ 51 ปี ตามหมายจับศาลอาญา ที่ 3126/2568 ลงวันที่ 18 พ.ค.69 ข้อหา “ร่วมกันฟอกเงินและสมคบกันฟอกเงิน” และหมายจับศาลแขวงนครสวรรค์ ที่ 408/2568 ลงวันที่ 15 ก.ย.68 ข้อหา “ฉ้อโกง” ได้บริเวณทางหลวงหมายเลข 4 ถนนเพชรเกษม กม.442+500 ฝั่งขาล่องใต้ ต.สลุย อ.ท่าแซะ จ.ชุมพร

ทัังนี้ ขณะเจ้าหน้าที่ตำรวจทางหลวงชุมพร ออกปฏิบัติหน้าที่บนถนนเพชรเกษม พบรถเก๋งมาสด้า 2 สีเทา ทะเบียนกรุงเทพมหานคร ขับแซงขึ้นมาทางด้านขวาด้วยลักษณะผิดสังเกต จึงเปิดสัญญาณไฟวับวาบเรียกให้หยุดเพื่อตรวจสอบ

จากการตรวจสอบพบว่า ผู้ขับขี่คือ นายกิตติธัช หรือ “ดอน” ท่าทีพิรุธอย่างชัดเจน อ้างว่ากำลังเดินทางจาก จ.นครสวรรค์ เพื่อไปส่งครอบครัวที่ จ.นครศรีธรรมราช เมื่อเจ้าหน้าที่ขอตรวจเอกสารกลับบ่ายเบี่ยง อ้างว่าไม่มีบัตรประชาชนและใบอนุญาตขับขี่ติดตัว อีกทั้งไม่ยอมให้ข้อมูลส่วนตัวใด ๆ

อย่างไรก็ตาม ระหว่างตรวจค้น เจ้าหน้าที่สังเกตเห็นสมุดฝากครรภ์วางอยู่บริเวณคอนโซลหน้ารถ เมื่อตรวจสอบพบชื่อของนายกิตติธัชปรากฏเป็นบิดา จึงนำเลขบัตรประชาชนไปตรวจสอบในระบบฐานข้อมูลสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ก่อนพบว่าเป็นบุคคลตามหมายจับ 2 คดี

จากการสอบสวนทราบว่า นายกิตติธัช นั้นเป็นพี่ชายของนายสถาพร (สงวนนามสกุล) อดีตพระลูกวัดพระธรรมกาย ซึ่งถือเป็นผู้ต้องหาสำคัญคดีทุจริตสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น โดยนายกิตติธัช เป็นกรรมการและผู้ถือหุ้นใหญ่ในบริษัท เอส.ดับบลิว. นครสวรรค์ กรุ๊ป (ประเทศไทย) จำกัด และบริษัทในเครืออีกหลายแห่ง ซึ่งถูกตรวจสอบพบว่าเป็นแหล่งพักเงินและฟอกเงินจากการยักยอกเงินสหกรณ์ฯ ก่อนนำไปแปลงสภาพเป็นที่ดิน หุ้น และทรัพย์สินมูลค่ามหาศาล

นอกจากนี้ยังทราบว่าก่อนหน้าสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ป.ป.ง.) ยังมีคำสั่งอายัดทรัพย์สินในชื่อของนายกิตติธัช ทั้งที่ดินและเงินสดในตู้เซฟจำนวนมากไว้แล้ว

เบื้องต้นเจ้าหน้าที่เชื่อว่า การเดินทางครั้งนี้ไม่ใช่การเดินทางปกติ แต่เป็นความพยายามย้ายถิ่นฐานและหลบหนีการติดตามจับกุม หลังถูกออกหมายจับเมื่อปี 2568 โดยตั้งใจจะไปกบดานในพื้นที่ภาคใต้พร้อมครอบครัว
สอบสวน นายกิตติธัช ให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา และยอมรับว่าเป็นบุคคลตามหมายจับจริง จึงควบคุมตัวส่งศาลอาญา เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย พร้อมขยายผลตรวจสอบทรัพย์สินต่อไป