หลังเกิดเหตุรถไฟชนรถเมล์กลางเมืองหลวง มีผู้เสียชีวิต 8 คนและบาดเจ็บ 32 คน เมื่อวันที่ 16 พฤษภาคมที่ผ่านมา ตำรวจแสดงบทบาทได้เป็นอย่างดี ทั้งช่วยเหลือผู้บาดเจ็บ ทำสำนวนคดี การพิสูจน์ศพที่อยู่ในสภาพไหม้เกรียมต้องนำดีเอ็นเอของญาติตรวจพิสูจน์ เพื่อยืนยันตัวตนสามารถดำเนินการได้เวลาอันรวดเร็วศพสุดท้ายกลับล่าช้าเพราะไม่สามารถติดตามญาติมาตรวจดีเอ็นเอเพื่อยืนยันได้

แต่ด้วยความพยายามของ ร.ต.อ.จารุพัฒน์ บัวแก้ว รองสารวัตรสอบสวน สน.มักกะสัน ได้สืบสวนค้นข้อมูลจากโซเซียลหลังเพื่อนร่วมงานของนายเสริมลาภ ปิ่นทอง ประสานข้อมูลให้ตามหา เพราะขาดการติดต่อไปตั้งแต่วันที่ 16 พฤษภาคม ร.ต.อ.จารุพัฒน์ นำชื่อผู้สูญหายไปค้นหาชื่อ พ่อ แม่ พี่ น้อง ติดต่อให้ไปตรวจดีเอ็นเอ พบว่าเสียชีวิตไปหมดแล้ว ระบบประกันสังคมไม่ได้เก็บตัวอย่างอะไรไว้ จึงเข้าเก็บหลักฐานในห้องพัก พร้อมตามหาญาติที่เป็นผู้ชาย ในระบบทะเบียนราษฎร์
กระทั่งพบนายไพรัช ลูกพี่ลูกน้องของนายเสริมลาภ เมื่อติดต่อไปพบอุปสรรคเนื่องจากไม่เชื่อว่าเป็นตำรวจจริง และอ้างติดภาระงาน แต่ ร.ต.อ.จารุพัฒน์ ไม่ได้ละความพยายาม สามารถเชิญนายไพรัช ไปตรวจดีเอ็นเอ ที่ สถาบันนิติเวช โรงพยาบาลตำรวจได้สำเร็จ พิสูจน์ว่านายเป็นนายเสริมลาภ จริงพร้อมมอบศพให้ญาติและเพื่อนๆนำไปบำเพ็ญกุศล
ถ้าสืบเสาะถึงเบื้องหลังกว่าจะเชิญญาตินายเสริมลาภมาได้ ต้องยกเครดิตให้ร.ต.อ.จารุพัฒน์ ที่มีความอย่างยิ่งยวดทั้งกล่อม ทั้งเชิญและลงท้ายควักเงินส่วนตัวจ่ายค่าเดินทางให้มาตรวจดีเอ็นเอ เพราะนายไพรัช อ้างว่าไม่มีเงินค่าเดินทาง ซึ่ง นายธชัยชัย ไทยเขียว คณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรมตำรวจ(ก.พ.ค.ตร.)โพสต์ผ่าน FB ชื่นชมว่า”มีชีวิตอยู่ญาติบอกไม่รู้จัก ตายแล้ว ตำรวจคนแปลกหน้ากลับเป็นคนเดียวที่ไม่ยอมทิ้ง ชื่นชม ร.ต.อ.จารุพัฒน์ บัวแก้ว รองสารวัตรสอบสวน สน.มักกะสัน ควักกระเป๋าตัวเองจ่ายค่าให้มา”พร้อมแนบเพจ”น้องพาช้อป”นำเสนอรายละเอียด
บทบาทต้องควักเงินส่วนตัว เพื่อช่วยเหลือชาวบ้านหรือติดตามพยานในคดีที่ผู้เสียหายมีฐานะยากจน ตำรวจโรงพัก ตำรวจทางหลวงหรือตำรวจปฏิบัติหน้าที่ด้านบริการปจะคุ้นชินกันเป็นอย่างดี เสมือนการปิดทองหลังพระ เพียงแต่สื่อไม่ค่อยนำเสนอเท่าที่ควร แม้แต่อดีตตำรวจบางคนที่ได้รับอานิสงค์จากองค์กรตำรวจ มีกิน มีใช้ และมีเกียรติ ใช้เครดิตความเป็นตำรวจออกสื่อทำมาหากินจนกระเป๋าฟู ยังไม่เคยนำเสนอความดีของตำรวจในลักษณะดังกล่าวเลย นอกจากคำเย้ยหยันว่าโรงพักรับส่วย จนลืมก้มดูตัวเองว่าสมัยเป็นหัวหน้าโรงพักนั้นรับส่วยด้วยหรือไม่ บางคนโดนลูกน้องวางระเบิด พอควันระเบิดจางมีเสียงนินทารอดออกมาว่าลูกน้องโมโหเพราะหัวหน้ากินรวบอยู่คนเดียว
จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ตำรวจทำดีไม่ถูกนำเสนอเพราะไม่เป็นที่สนใจของสังคมแถมเรียกยอดวิวในสื่อโซเซียลไม่ได้ พฤติกรรมที่ไม่ดีจึงถูกโจมตีไปก่อน ทั้งที่หลายเรื่องตำรวจมีบทบาทน้อยมาก อาทิ ชาวอิสราเอลใช้นอมินีทำธุรกิจ บน เกาะพะงัน สุราษฏร์ธานี หรือ อ.ปาย จ.แม่ฮองสอน เพื่อเกิดประเด็นขึ้นมาตำรวจกลายเป็นกระโถนท้องพระโรงทันที ว่าปล่อยละเลยทั้งที่ตำรวจมีหน้าที่แค่ ตรวจสอบว่าเข้าเมืองถูกต้องตามกฎหมายคนเข้าเมืองหรือไม่ และก่ออาชญากรรมในพื้นที่หรือไม่
ถ้าตรวจสอบถึงขั้นจดทะเบียนบริษัทหรือซื้อขายที่ดิน ใช้ใครเป็นนอมินี ต้องเป็นหน้าที่ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ หรือซื้อขายที่ดิน เป็นหน้าที่กรมที่ดิน กระทรวงมหาดไทย หรือกรณีบุกรุกพื้นที่อุทยานฯ จ.ภูเก็ต ตำรวจเป็นด่านแรกที่โดนด่า ทั้งที่การบังคับใช้กฎหมาย โดยตรงคือกรมอุททยานฯและกรมป่าไม้ หรือกรณีมีการชุมนุมประท้วงของม็อบกลุ่มต่างๆ ตำรวจเป็นด่านแรกในการรักษาความสงบ ควบคุมให้ม็อบยึดตามกฎหมาย ไม่สร้างความเดือดร้อนให้ประชาชนทั่วไป บทบาทนี้กลายเป็นเหยื่ออันโอชะให้แกนนำม็อบนำไปปราศรัยโจมตี
ครั้นรัฐบาลสั่งให้สลายการชุมนุม ตำรวจต้องปฏิบัติตาม หากไม่ปฏิบัติตามจะมีความผิดทางวินัย เสมือนเป็นเหมือนหนังหน้าไฟที่คอยรับหน้า หากใช้กำลังสลายได้สำเร็จจะรอดตัวแต่จะมีเสียงก่นด่าจากสังคมว่าใช้ความรุนแรง แต่ถ้ารัฐบาลพ่ายแพ้ให้กับม็อบถึงขั้นล้มรัฐบาลได้ ตำรวจเป็นเหยื่อรายแรกๆที่จะถูกผู้ถืออำนาจรังแกทั้งสั่งย้าย ตั้งกรรมการสอบสวนเพื่อเอาผิดทั้งวินัยและอาญา
จากภาระหน้าที่ของตำรวจที่บังคับใช้กฎหมายเกี่ยวข้องกับชีวิตคนตั้งแต่เกิดจนตาย แต่ด้วยภาระหน้าที่มีอยู่รอบตัว ยังถูกอดีตตำรวจทั้งยศ พล.ต.อ.และ พ.ต.อ. กล่าวหาว่าเป็นองค์กรอาชญากรรม ถ้าเป็นตามที่กล่าวหาจริงสังคมล่มสลายไปแล้ว
ดังนั้นที่จั่วหัวว่า ตำรวจเป็นทุกอย่างให้สังคม ทั้งกระโถนท้องพระโรง หนังหน้าไฟและผู้ปิดทองหลังพระ มิได้เกินจริงแต่อย่างใด !!!


