“ศุภชัย” ชี้ “ผลไม้จากต้นไม้พิษ” ต้องตรวจสอบให้ถึงราก เตือนกระแส “ฟ้องให้หมด” กดดัน กกต.ไม่ได้

13

“ศุภชัย” ชี้ “ผลไม้จากต้นไม้พิษ” ต้องตรวจสอบให้ถึงราก เตือนกระแส “ฟ้องให้หมด” กดดัน กกต.ไม่ได้ เพราะมีหน้าที่อำนาจตามกฎหมาย ไม่ใช่บุรุษไปรษณีย์

นายศุภชัย ใจสมุทร ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ และประธานฝ่ายกฎหมายพรรคภูมิใจไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก แสดงความคิดเห็นต่อกรณีการเปิดเผยเอกสารที่เกี่ยวข้องกับ “คณะ 26” และ “คณะ 36” ในกระบวนการพิจารณาของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) โดยตั้งข้อสังเกตว่า เปิดคณะ 26 แล้ว เปิดคณะ 36 — อย่าให้ “กระแส” พิพากษาแทนกฎหมาย

นายศุภชัย ระบุว่า ก่อนหน้านี้เคยตั้งคำถามว่า เมื่อมีการนำ “สำนวนคณะ 26” มาเปิดเผย ตีความ และนำไปขยายประเด็นอย่างกว้างขวาง เหตุใดจึงไม่มีการพูดถึง “คณะ 36” ซึ่งเป็นอีกส่วนหนึ่งของกระบวนการพิจารณาของ กกต. แต่เมื่อวันนี้มีการนำเอกสารที่ระบุว่าเป็นของคณะ 36 ออกมาเปิดเผย จึงขอยืนยันว่า คำถามที่เคยตั้งไว้ไม่ได้หมายถึงการเรียกร้องให้มีการนำสำนวนมาเปิดเผยแข่งขันกัน แต่ต้องการย้ำหลักสำคัญว่า “สำนวน” ไม่ใช่ “คำพิพากษา”

นายศุภชัย มองว่า สิ่งที่น่ากังวลคือ การนำสำนวนบางส่วนออกมาเปิดเผย แล้วเลือกประเด็นมาตีความ เชื่อมโยง และนำเสนอซ้ำ ๆ จนอาจทำให้ข้อกล่าวหาถูกทำให้มีลักษณะเสมือนเป็นข้อยุติ ทั้งที่กระบวนการตามกฎหมายยังไม่สิ้นสุด

พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า ผู้ที่นำข้อมูลออกมาเปิดเผยอาจมองว่าตนเองกำลังทำหน้าที่เป็น “วีรบุรุษผู้เปิดโปงความจริง” แต่เจตนาที่คิดว่าดี ไม่ได้หมายความว่าวิธีการที่อาจไม่ชอบด้วยกฎหมายจะกลายเป็นสิ่งที่ถูกต้อง และหากเรียกร้องให้ผู้อื่นเคารพกฎหมาย ก็ต้องพร้อมให้การกระทำของตนเองถูกตรวจสอบด้วยมาตรฐานเดียวกัน

นายศุภชัยยังยกหลัก Due Process of Law — หรือกระบวนการอันชอบด้วยกฎหมาย รวมถึงแนวคิด Fruit of the Poisonous Tree — ผลไม้จากต้นไม้พิษ ที่เตือนว่า หากต้นทางของพยานหลักฐานมีปัญหาเรื่องความชอบด้วยกฎหมาย สิ่งที่เกิดสืบเนื่องจากต้นทางนั้นก็ต้องถูกตรวจสอบอย่างเข้มงวดด้วย แม้ในกฎหมายไทยจะมิได้หมายความว่าจะตัดพยานเช่นนั้นโดยอัตโนมัติก็ตาม

“คำถามจึงต้องกลับไปที่ว่า หลักฐานมาจากไหน ได้มาอย่างไร ได้มาโดยชอบหรือไม่ และเชื่อมโยงถึงผู้ถูกกล่าวหาแต่ละคนเพียงใด” นายศุภชัย ระบุ

นายศุภชัย ยังกล่าวถึงกระแสเรียกร้องให้ กกต.ต้องดำเนินคดีหรือยื่นเรื่องต่อศาลกับผู้ถูกกล่าวหาทั้งหมด โดยเปรียบเทียบว่า “กกต. ไม่ใช่บุรุษไปรษณีย์” ที่มีหน้าที่เพียงรับสำนวนแล้วส่งรายชื่อทั้งหมดไปยังศาล แต่ กกต.มีหน้าที่กลั่นกรองข้อเท็จจริง ชั่งน้ำหนักพยานหลักฐาน และใช้ดุลพินิจเป็นรายบุคคล.โดยหลักการคือ หลักฐานถึงใคร ก็ดำเนินการกับคนนั้นหลักฐานไม่ถึงใคร ก็ต้องกล้าที่จะไม่ดำเนินการจะใช้หลักว่า “อยู่ในสำนวนเดียวกัน จึงต้องฟ้องทั้งหมด” ไม่ได้

นายศุภชัย ระบุอีกว่า ยิ่งในสถานการณ์ที่สำนวนถูกนำมาเปิดเผย ตีความ และขยายความอย่างต่อเนื่อง ยิ่งต้องตั้งคำถามว่า หากจะนำสำนวนดังกล่าวเข้าสู่กระบวนการศาล กกต.ได้แยกแยะแล้วหรือไม่ว่า สิ่งใดคือพยานหลักฐานที่แท้จริง สิ่งใดเป็นเพียงการตีความ และพยานหลักฐานแต่ละชิ้นได้มาโดยชอบหรือไม่

พร้อมย้ำว่า เมื่อคดีเข้าสู่กระบวนการศาล จะไม่มีจำนวนโพสต์ ไม่มีเสียงเชียร์ และไม่มีคำว่า “ฟ้องให้หมด” แต่จะมีเพียงคำถามว่า ใครทำอะไร ผิดกฎหมายอย่างไร และสามารถพิสูจน์ได้ด้วยพยานหลักฐานที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่

นายศุภชัย ทิ้งท้ายว่า ไม่ว่าจะเป็น “คณะ 26” หรือ “คณะ 36” อย่าเอาสำนวนมาแข่งกันเปิดอย่าเอาข้อกล่าวหามาแทนคำพิพากษาอย่าเอาความเป็น “วีรบุรุษ” มาอยู่เหนือกฎหมายและอย่าเอากระแส “ฟ้องให้หมด” มาแทนดุลพินิจของ กกต.

“ยิ่งสำนวนถูกขยี้มากเท่าใด กกต. ยิ่งต้องระมัดระวังมากขึ้น ไม่ใช่ถูกกดดันให้รีบฟ้องมากขึ้น เพราะสุดท้าย ศาลพิพากษาจากกฎหมายและพยานหลักฐาน ไม่ใช่จากคำพิพากษาที่สังคมเขียนไว้ล่วงหน้า” นายศุภชัย ระบุ