“ไอติม” จี้ กมธ.ตำรวจ สางคดีฮั้ว สว. ชี้อย่ามัวไล่ล่าคนปล่อยเอกสาร จับตาปมย้ายอธิบดี DSI

10

‘ไอติม’ แจง กมธ.ตำรวจ พร้อมร่วมมือคดีฮั้ว สว. ตั้งข้อสังเกต กมธ. ‘เร่งหาคนปล่อยเอกสารมากกว่าคนผิด’ พร้อมเตือนรัฐบาล ย้ายอธิบดี DSI ใหม่ เข้าข่ายอุ้มพวกพ้องหรือไม่

วันนี้ (3 ก.ย. 69) ในการประชุมกรรมาธิการการตำรวจ สภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายวัชรพงศ์ คูวิจิตรสุวรรณ เป็นประธานคณะกรรมาธิการ ได้พิจารณากรณีการเผยแพร่เอกสารที่เป็นรายงานการสอบสวนคดีพิเศษที่ 24/2568 ในความผิดฐานอั้งยี่ และความผิดอื่นที่เกี่ยวข้องผ่านสื่อสาธารณะช่องต่าง ๆ ซึ่งกล่าวหาว่ามีบุคคลได้ร่วมกันดำเนินการเพื่อให้ได้มาซึ่ง สว. บางคนขัดกฎหมาย โดยได้เชิญนายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส. พรรคประชาชน, อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ, ผู้บังคับการปราบปราม และนายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการไอลอว์ มาให้ข้อมูลต่อกรรมาธิการ

นายพริษฐ์ให้สัมภาษณ์ถึงการชี้แจงวันนี้ว่าจากเอกสารที่กรรมาธิการได้ส่งเชิญว่าจะเป็นการพิจารณากรณีการเผยแพร่เอกสารคดีฮั้ว สว. และถูกเชิญในฐานะเป็นผู้เผยแพร่ข้อมูล จึงได้ถามกลับว่าเอกสารอะไร ซึ่งตั้งแต่ได้เปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับคดีฮั้ว สว. ไม่เคยนำเอกสารใดมาเผยแพร่ ซึ่งก็ยังไม่ได้รับคำตอบที่ชัดเจน ในฐานะที่ถูกเชิญก็ต้องรับผิดชอบต่อหน้าที่ในสภา พร้อมให้ความร่วมมือกับทุกฝ่าย ขณะเดียวกันก็หวังว่าในอนาคตหากมี สส. คนใด พรรคไหนถูกกรรมาธิการชุดใดเชิญไปตรวจสอบ ก็หวังว่าจะได้รับความร่วมมือโดยใช้บรรทัดฐานเดียวกันนี้

เมื่อถามว่ากังวลหรือไม่ว่าการมาให้ข้อมูลครั้งนี้จะไม่เป็นเกมการเมือง นายพริษฐ์ กล่าวว่าตนเองไม่ทราบเจตนาของกรรมาธิการ ไม่ขอก้าวล่วง แต่ตั้งข้อสังเกตว่าคดีฮั้ว สว. อยู่ในความสนใจของประชาชน หากข้อกล่าวหากรณี สว. เป็นจริง หมายความว่ามีความพยายามของคนบางกลุ่มที่พยายามกินรวบประเทศ โดยไม่ยึดโยงกับประชาชน

“ตั้งข้อสังเกตไว้ในวันที่สังคมมีความกังวลใจเป็นอย่างยิ่งต่อคดีดังกล่าว แต่กรรมาธิการตำรวจจัดลำดับความสำคัญ เห็นว่าเรื่องที่เร่งด่วนที่สุดที่กรรมาธิการชุดนี้ดำเนินการสอบข้อเท็จจริง เป็นการไล่ตรวจสอบว่าข้อมูลต่าง ๆ มาจากไหน จึงตัดสินใจแทนประชาชนไม่ได้ว่าการจัดลำดับความสำคัญแบบนี้เป็นเรื่องเหมาะสมหรือไม่อย่างไร เพราะเป็นอำนาจของกรรมาธิการแต่ละคณะ แต่เมื่อตัดสินใจเช่นนี้เชิญมาให้ข้อมูลก็ยินดีให้ความร่วมมือ” นายพริษฐ์ กล่าว

เมื่อถามว่ากังวลหรือไม่เรื่องการเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับคดีฮั้ว สว. เพราะดีเอสไอไปแจ้งความกองปราบแล้ว นายพริษฐ์ กล่าวว่าส่วนตัวเดินหน้าทำงานต่อ และที่ผ่านมาในการทำหน้าที่ตรวจสอบคดีฮั้ว สว. พูดชัดเจนมาตลอดก่อนที่จะมาชี้แจงวันนี้ว่าได้รับเบาะแสมาหลายทาง เมื่อได้รับข้อมูลมาก็ไตร่ตรองในเบื้องต้น เมื่อพบข้อมูลหลายแหล่งและสอดคล้องกันว่าจะมีมูลความจริง ถึงนำมาเสนอต่อสาธารณะ ส่วนประเด็นไหนที่ยังไม่แน่ใจก็จะนำเสนอในลักษณะคำถาม และเชิญคนที่เกี่ยวข้องมายืนยันอีกที

นายพริษฐ์ยังชวนคิดตามในภาพรวมว่าหนึ่งในสิ่งสำคัญและถูกกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ หากต้องการแก้ไขปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันในทุกกรณี คือต้องมีมาตรการที่มีประสิทธิภาพเพียงพอในการปกป้องผู้ให้เบาะแส หากมีเจ้าหน้าที่เห็นเหตุการณ์ทุจริตเกิดขึ้น หรือเห็นเบาะแสการใช้อำนาจโดยไม่ชอบเกี่ยวกับคดีทุจริต เป็นเรื่องที่ สส. และทุกคนต้องช่วยกันออกแบบมาตรการคุ้มครองผู้ให้เบาะแส หากไม่วางบรรทัดฐาน ในอนาคตหากมีข้าราชการเห็นพฤติกรรมทุจริตเกิดขึ้น ก็คงกังวลใจหากจะแจ้งเบาะแส ก็อาจทำให้เดือดร้อน ส่งผลต่ออนาคตการทำงาน ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน

นายพริษฐ์ กล่าวเพิ่มเติมว่าเชิญชวนตั้งข้อสังเกตถึงกระแสข่าวการเปลี่ยนตัวอธิบดีดีเอสไอ ซึ่งจะเปลี่ยนเป็น ร.ต.อ. ปิยะ รักสกุล หากเป็นข้อเท็จจริง บุคคลดังกล่าวเป็นหนึ่งในคณะอนุไต่สวนชุดที่ 36 ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่พิจารณาคดีฮั้ว สว. ทั้งหมดแล้วมีความเห็นออกมาว่าไม่มีใครมีมูลความผิดแม้แต่คนเดียว ซึ่งนายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง ก็เปิดเผยว่า ร.ต.อ. ปิยะ เป็นหนึ่งใน 5 คนที่ลงมติเสียงข้างมากของคณะอนุไต่สวนชุดที่ 36

ผมตั้งข้อสังเกตว่าหากเรื่องนี้เป็นจริง การเปลี่ยนตัวอธิบดีดีเอสไอเป็นจริง อันนี้เป็นความพยายามของรัฐบาลในการโยกย้ายข้าราชการเป็นคุณต่อคดีที่ผมถูกกล่าวหาอยู่หรือไม่” นายพริษฐ์ กล่าว