แฟนลูกหนังไทยต่างลุ้นด้วยความระทึกว่าศึกฟุตบอลโลก 2026 จะระเบิดขึ้นระหว่างวันที่ 11 มิถุนายน-19 กรกฎาคม จะได้รับชมการถ่ายทอดสดหรือจะเกิดปรากฏการณ์จอดำเข้ามาแทน

เนื่องจากยังไม่ได้คำตอบที่ชัดเจนจากรัฐบาลว่าจะอนุมัติงบประมาณเพื่อซื้อลิขสิทธิ์จากสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ(ฟีฟ่า)สูงถึง 1,300 ล้านบาทเมื่อรวมกับค่าดำเนินการต่างๆแล้วมากถึง 1,700 ล้านบาท เป็นเงินก้อนโตในยามที่ประเทศอยู่ในภาวะเศรษฐกิจตกต่ำต้องกู้เงินถึง 4 แสนล้านแจกจ่ายให้ประชาชนประทังชีวิตแบบเอาตัวรอดไปแต่ละเดือน
แต่ศึกลูกหนังโลก 2026 ฟีฟ่าวางเกมหาผลประโยชน์สร้างรายได้ให้กับสหพันธ์ฯมากกว่ามองเป็นเกมกีฬา เพราะนอกจากจะให้ 3 ประเทศประกอบด้วยสหรัฐอเมริกา แคนาดาและเม็กซิโก เป็นเจ้าภาพแล้ว ยังเพิ่มทีมเข้ารอบสุดท้ายจากเดิม 32 ทีม เป็น 48 ทีม แข่งขัน 104 แม็ตช์ อีกด้วย
จึงทำให้ราคาลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสดสูงเกินปกติ หลายประเทศถอดใจ แต่หลายประเทศสู้ด้วยชั้นเชิงทางธุรกิจโดยใช้องค์ประกอบภายในประเทศและความเป็นมหาอำนาจเข้าต่อรองจนฟีฟ่าต้องยอมสยบใต้ตีน บรรดานักวิจารณ์ฟุตบอลต่างถือว่าการตกลงซื้อขายที่ประวัติศาสตร์ต้องจารึกและเป็นบทเรียนราคาแพงของฟีฟ่า
การเจรจาเริ่มจากฟีฟ่าเสนอราคาลิขสิทธิ์ให้จีนสูงถึง 250-300 ล้านดอลล่าร์สหรัฐฯหรือประมาณ 10,000 ล้านบาท จีนปฏิเสธพร้อมยื่นให้เงื่อนไขให้ราคาแค่ 60 ล้านดอลล่าร์ฯเท่านั้น ถ้าไม่เอาจะไม่เอา ไม่ต้องดู ผลสรุปฟีฟ่ายอมสยบ มีการวิเคราะห์ถึงผลสำเร็จไว้ว่า บอลโลกครั้งนี้แข่งที่อเมริกา แคนาดา และเม็กซิโก เวลาห่างจากปักกิ่งถึง 15 ชั่วโมง คู่เด่นที่แฟนคลับเยอะเตะตี 3และตี 4 เวลาในจีน ทำให้โฆษณาขายยาก แถมทีมชาติจีนตกรอบ ความรู้สึกร่วมของคนจีนมีน้อย จีนหยิบประเด็นนี้ขึ้นเป็นองค์ประกอบต่อรองด้วย
ประกอบกับจีนผูกขาดด้านสื่อสาร CCTV เป็นรัฐวิสาหกิจรายเดียวที่มีสิทธิ์เจรจาซื้อลิขสิทธิ์ เอกชนรายอื่นห้ามตัดหน้าประมูล ส่งผลให้ฟีฟ่ายอมจำนนแบบหมดรูป แถมเงิน 60 ล้านดอลล่าร์ ไม่ได้จ่ายแค่ลิขสิทธิ์ครั้งนี้แต่ครอบคลุมถึงบอลโลกชายปี 2030 บอลโลกหญิง ปี 2027และ 2031 อีกด้วย แต่สำหรับเมืองไทย กลยุทธ์บีบจนหน้าเขียวคงใช้ไม่ได้ ฟุตบอลโลกที่ผ่านมาไทยแทบจะยอมจำนนต่อราคาที่ฟีฟ่าเสนอมา บวกกับรัฐบาลแต่ละยุคกลัวโดนแฟนบอลจับแขวนในสื่อโซเซียลและกลัวเสียหน้าสู้รัฐบาลชุดที่ผ่านมาไม่ได้จึงวิ่งเต้นหางบประมาณทั้งภาครัฐและเอกชนมาสนับสนุน ปี 2022 รัฐบาลกลัวเสียหน้า ใช้เงินซื้อลิขสิทธิ์สูงถึง 1,400 บาท เกิดจากความร่วมระหว่าง การกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) กองทุนวิจัยและพัฒนากิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมเพื่อประโยชน์สาธารณะ(กทปส.)และการสนับสนุนจากกลุ่มทรูคอร์เปอร์ชั่น
แต่ครั้งนี้รูปแบบทางธุรกิจเปลี่ยนไป เดิม กสทช.เป็นกลไกหลักสนับสนุนงบประมาณ แต่ปัจจุบันมีข้อจำกัดด้านเงินทุนจึงต้องอาศัยเอกชนเข้าร่วมลงทุนมากขึ้น ครั้งนี้เอกชนลังเลเพราะค่าลิขสิทธิ์ที่สูงเกินไป บวกกับเวลาแข่งขันอยู่ช่วงดึกถึงเช้า ทำให้หาสปอนเซอร์สนับสนุนลำบาก บวกกับภาวะเศรษฐกิจโลกผันผวนบริษัทยักษ์ใหญ่ต่างรัดเข็มขัด แต่ถ้ามองอย่างวิเคราะห์ถ้ารัฐบาลหวังจะสนับสนุนให้คนไทยได้ดูบอลจริงไม่ใช่มัวแต่แก้ปัญหาเฉพาะหน้าเหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา รัฐบาลควรวางแผนล่วงหน้าโดยนำบทเรียนครั้งที่ผ่านมามาเป็นโมเดลวางแผนจัดการกันแต่เนิ่นๆ เพราะระยะเวลาถึง 4 ปี พอจะอ่านเกมออกว่าจะต้องทำอย่างไร ?
ที่สำคัญสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ ควรเป็นกลไกขับเคลื่อนสำคัญในการเจราจาต่อรอง เพราะบทบาทในฟีฟาไม่ธรรมดา เคยเป็นเจ้าภาพจัดประชุมใหญ่สามัญประจำปีฟีฟ่า ครั้งที่ 74 ระหว่างวันที่ 13-17 พฤษภาคม 2024 ที่ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิต์ ถือเป็นประเทศแรกในอาเซียน และประเทศที่ 5 ของเอเชีย แต่เท่าที่จับความเคลื่อนไหวของนายกสมาคมฯดูเหมือนว่าจะออกแอ็คชั่นน้อยมาก ไม่สมกับที่มีคอนเนคชั่นที่ดีกับฟีฟ่า
ดังนั้นถ้ามองบริบทโดยรวมบวกกับท่าทีของรัฐบาลบวกกับแอ็คชั่นที่ค่อยข้างน้อยของนายสมาคมฟุตบอลฯบวกท่าทีของภาคเอกชนที่อยู่ในภาวะต้องรัดเข็มขัด โอกาสที่คนไทยได้ดูศึกลูกหนังโลกมีน้อยกว่าทีวีจอดำ
จึงอดตั้งคำถามไม่ได้ว่าค่าลิขสิทธิ์ที่สูงถึง 1,300 ล้านบาท มีไอ้โม่งตัวไหนเอี่ยวหรือไม่ เพราะถ้าเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียน มาเลเซียค่าลิขสิทธิ์ 200 ล้านบาท พลเมือง 36 ล้านคน เวียดนาม 470 ล้านบาท พลเมือง 102 ล้าน และอินโดนีเซีย 510 ล้านบาท พลเมือง 258 ล้านคน แต่เสียงในหัวดังว่ามีเงินทอน !!!


