“จาตุรนต์” ชี้ระบบการเมืองปัจจุบันทำลายการตรวจสอบถ่วงดุล องค์กรอิสระ-จริยธรรม ถูกใช้เป็นอาวุธหักล้างเจตจำนงประชาชน ลั่นต้องแก้รัฐธรรมนูญทั้งฉบับ

179

ท่าพระจันทร์, 23 พฤษภาคม – นายจาตุรนต์ ฉายแสง สส.แบบบัญชีรายชื่อ และแกนนำพรรคเพื่อไทย อดีตรัฐมนตรีหลายสมัย กล่าวแสดงทัศนะ ในงานเสวนา Insight Talk ทำนายทายรัฐ ซึ่งจัดโดย คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยวิเคราะห์ถึงทิศทางและโครงสร้างการเมืองไทยในปัจจุบัน ชี้ให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงเชิงระบบที่น่ากังวล โดยเฉพาะการทำหน้าที่ของวุฒิสภา (ส.ว.) และองค์กรอิสระ ที่กำลังส่งผลกระทบต่อดุลยภาพแห่งอำนาจและการตรวจสอบในระบอบประชาธิปไตย โดยมีนิสิต นักศึกษา และประชาชนที่สนใจ เข้าร่วมงานเสวนาเป็นจำนวนมาก

นายจาตุรนต์ วิเคราะห์ถึงการได้มาซึ่ง ส.ว. ในปี 2567 ว่า แม้ภายนอกจะดูเหมือนเป็นความคลี่คลายจากการเปลี่ยนระบบแต่งตั้งโดย คสช. มาเป็นระบบ “เลือกกันเอง” ตามกลุ่มอาชีพ แต่ในความเป็นจริง ผลลัพธ์ที่ได้กลับกลายเป็น ส.ว. ที่ฝ่ายการเมืองสามารถเข้ามาจัดการได้อย่างแม่นยำ “เราได้ ส.ว. แบบที่เป็นที่รู้กันว่า มีการจัดการมาอย่างแม่นยำ และได้ผลเป็นกลุ่มก้อนมหึมาที่เชื่อมโยงกับฝ่ายการเมืองอย่างชัดเจน” นอกจากนี้ ส.ว. ชุดนี้ยังคงมีบทบาทสำคัญในการสรรหาและรับรองบุคคลเข้าสู่องค์กรอิสระและตุลาการชั้นผู้ใหญ่ ซึ่งกระบวนการนี้ใกล้จะครบวงจรแล้วภายในเวลา 6 เดือนถึง 1 ปีข้างหน้า ทำให้ระบบการแต่งตั้งองค์กรตรวจสอบทั้งหมดถูกควบคุมโดยกลุ่มอำนาจเดิมอย่างเบ็ดเสร็จ

นายจาตุรนต์ ระบุสิ่งที่น่าจับตาคือ โครงสร้างการสืบทอดอำนาจมีการเปลี่ยนผ่านตัวละครสำคัญ จากเดิมที่เป็นกลุ่มผู้ยึดอำนาจและรัฐบาลประยุทธ์ 2 ได้เปลี่ยนผ่านมาสู่พรรคการเมืองและรัฐบาลในปัจจุบัน ทำให้เกิดการเชื่อมโยงอย่างเป็นเนื้อเดียวกันระหว่างรัฐบาล – ส.ว. – และองค์กรอิสระ ซึ่งกลายเป็นระบบที่แน่นหนา และสร้างความอันตรายต่อระบบตรวจสอบถ่วงดุลอย่างยิ่ง ระบบปัจจุบันทำให้ระบบการตรวจสอบถ่วงดุลระหว่าง 3 อำนาจอธิปไตยเสียหายไป เนื่องจากองค์กรอิสระและศาลรัฐธรรมนูญมีบทบาทเหนืออำนาจนิติบัญญัติและอำนาจบริหาร จนสามารถหักล้างเจตนารมณ์ของประชาชนที่แสดงออกผ่านการเลือกตั้งได้หลายครั้ง ไม่ว่าจะเป็น การตัดสิทธิ์ตัวแสดงทางการเมืองที่โดดเด่นไม่ให้เข้าสภา, การยุบพรรคการเมือง, การปลดนายกรัฐมนตรีออกจากตำแหน่ง

แกนนำพรรคเพื่อไทย ได้วิเคราะห์ถึงความบิดเบี้ยวของระบบยุติธรรม และการใช้อำนาจตรวจสอบในปัจจุบัน โดยเฉพาะการนำ “มาตรฐานจริยธรรม” และกลไกทางรัฐธรรมนูญมาใช้เป็นเครื่องมือทำลายล้างทางการเมืองเพื่อเอื้อประโยชน์ให้แก่กลุ่มชนชั้นนำ ทำให้มาตรฐานจริยธรรม เป็นครื่องมือลงโทษตามดุลยพินิจที่ไร้ขอบเขต โดยระบุว่า ในปัจจุบันแม้บางคดีจะอยู่ระหว่างการดำเนินคดีอาญาหรือกำลังจะดำเนินคดีต่อไป แต่ศาลสามารถวินิจฉัยไปล่วงหน้าได้แล้วว่าบุคคลนั้น “ขัดมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง” และสามารถลงโทษได้ตามดุลยพินิจ ตั้งแต่ตัดสิทธิ์ทางการเมือง 5 ปี, 10 ปี หรือแม้กระทั่งตลอดชีวิต โดยไม่มีข้อจำกัดว่าเรื่องนั้นจะเพิ่งเกิดขึ้น หรือเกิดขึ้นมานานแล้วในอดีต

กลไกนี้เริ่มมีมาตั้งแต่ก่อนปี 2557 แต่ถูกทำให้เข้มแข็งและน่ากลัวยิ่งขึ้นหลังการรัฐประหารปี 2557 โดยมีเป้าหมายหลักในการจัดการกับพรรคการเมืองและนักการเมือง ส่งผลให้ในปัจจุบัน ระบบการตรวจสอบการทุจริตคอร์รัปชันที่แท้จริงกลายเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้อีกต่อไป

นายจาตุรนต์ กล่าวว่า กลไกถ่วงดุลในการออกกฎหมายที่ปกติเสียงข้างมากเป็นผู้กำหนด แล้วมีวุฒิสภาคอยคาน แต่คราวนี้พรรคเสียงข้างมากกับ สว. กลับเป็นพวกเดียวกัน รวมเป็นเสียงข้างมากแบบท่วมท้น สว. จึงไม่ใช่เครื่องมือสุดท้ายที่จะถ่วงดุลอีกต่อไป พูดให้ถึงที่สุด เรากำลังจะมีระบบที่ไม่เหลืออะไรไว้คานอำนาจเลย “สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นปัญหาที่เกี่ยวเนื่องมาจากรัฐธรรมนูญ และหลังจากนี้ควรจะต้องใช้ผลประชามติของประชาชนมาให้เป็นประโยชน์ ในการแก้รัฐธรรมนูญทั้งฉบับ”