ผบ.เหล่าทัพถกรับมือสงครามยุค AI เดินหน้าพัฒนา “ระบบอัตโนมัติ” ยกระดับกองทัพไทยสู่สนามรบไร้คนขับ

85

กองทัพไทยประชุมผู้บัญชาการเหล่าทัพ วางโรดแมปพัฒนาระบบอัตโนมัติและ AI ครบทุกมิติ ทั้งบก-เรือ-อากาศ-ไซเบอร์ มุ่งยกระดับขีดความสามารถรับภัยคุกคามยุคใหม่ ลดการสูญเสียกำลังพล พร้อมผนึกมหาวิทยาลัยและภาคอุตสาหกรรมพัฒนาเทคโนโลยีทางทหารสู่การพึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืน

วันจันทร์ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2569 เวลา 10.00 นาฬิกา กองบัญชาการกองทัพไทย จัดการประชุมผู้บัญชาการเหล่าทัพ ครั้งที่ 4 ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 โดยมี พลเอก อุกฤษฎ์ บุญตานนท์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด เป็นประธานการประชุม พร้อมด้วย ผู้บัญชาการทหารบก ผู้บัญชาการทหารเรือ ผู้บัญชาการทหารอากาศ และผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เข้าร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียง ณ กองบัญชาการกองทัพอากาศ เขตดอนเมือง กรุงเทพฯ โดยในวันนี้ที่ประชุมได้นำเสนอแนวทางการพัฒนาขีดความสามารถระบบอัตโนมัติ (Autonomous Systems) มีสาระสำคัญดังนี้

ปัจจุบันสภาพแวดล้อมด้านความมั่นคงเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เทคโนโลยีได้เข้ามามีบทบาทสำคัญต่อ การพัฒนาขีดความสามารถทางทหารของหลายประเทศทั่วโลก โดยเฉพาะการนำระบบอัตโนมัติ และปัญญาประดิษฐ์มาประยุกต์ใช้ในการปฏิบัติการ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการตัดสินใจ การตอบสนองต่อสถานการณ์ และการปฏิบัติการทางทหารในสงครามยุคใหม่ นำไปสู่แนวความคิดในการพัฒนาระบบอัตโนมัติ (Autonomous Systems) ดังต่อไปนี้

กองบัญชาการกองทัพไทย ได้นำเสนอแนวทางการพัฒนาขีดความสามารถระบบอัตโนมัติของกองทัพไทย เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการตอบสนองภัยคุกคาม มีความแม่นยำสูง ปฏิบัติงานได้ต่อเนื่องยาวนาน ลดการสูญเสียของกำลังพล และสามารถเชื่อมโยงการปฏิบัติในทุกมิติ (All Domain Operations) ทั้งมิติทางบก ทางทะเล ทางอากาศ ทางอวกาศ และทางไซเบอร์ โดยกองบัญชาการกองทัพไทย ได้จัดตั้งหน่วยระบบอัตโนมัติและการป้องกันภัยทางอากาศร่วม ภายใต้หน่วยบัญชาการขีดความสามารถร่วม ซึ่งอยู่ระหว่างการจัดทำแนวความคิดในการพัฒนาระบบอัตโนมัติของกองทัพไทย อีกทั้งได้มีความร่วมมือกับภาคส่วนต่างๆ อาทิ ความร่วมมือในการวิจัย พัฒนา และผลิตระบบอากาศยานไร้คนขับ และระบบต่อต้านอากาศยานไร้คนขับ โดยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กองทัพไทย กระทรวงกลาโหม บริษัทและหน่วยงานผู้ผลิตยุทโธปกรณ์ สมาคมด้านอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ และหน่วยงานด้านการศึกษาและการวิจัยพัฒนาเทคโนโลยี อาทิ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหิดล มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ซึ่งจะนำไปสู่การพึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืนของกองทัพไทยในอนาคต

กองทัพบก นำเสนอแนวความคิดในการทำสงครามในสนามรบอัตโนมัติ (Autonomous Battlefield) ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 ระดับ ได้แก่ ระบบกึ่งอัตโนมัติ (Semi-Autonomous) ระบบอัตโนมัติที่ต้องใช้มนุษย์กำกับดูแล (Supervised Autonomous) และระบบอัตโนมัติเต็มรูปแบบ (Fully Autonomous) โดยได้กำหนดแนวความคิดในการจัดตั้งหน่วยบัญชาการสงครามไร้คนขับ (Unmanned Warfare Command) เพื่อเป็นจุดเริ่มต้นในการพัฒนาสู่การทำสงครามในสนามรบอัตโนมัติแบบบูรณาการในทุกมิติ ตลอดจนจะได้บูรณาการระบบอัตโนมัติเข้ากับพันธกิจการรบ หรือ Warfighting Functions ใน 4 ด้านหลัก ได้แก่ พันธกิจการข่าวกรอง (Intelligence) พันธกิจการควบคุมและบังคับบัญชา (Command and Control) พันธกิจการยิง (Fire) และพันธกิจการป้องกัน (Protection) สำหรับในระยะยาวจะขับเคลื่อนแนวความคิดในการทำสงครามในสนามรบอัตโนมัติให้เป็นรูปธรรมตามหลักคิดการเสริมสร้างขีดความสามารถแบบบูรณาการที่กองทัพบกยึดถือ (DOTMLPF – Plus) ซึ่งจะกำหนดกรอบแนวทางดำเนินการให้มีความอ่อนตัวและสอดรับกับการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยีในปัจจุบัน

กองทัพเรือ นำเสนอเรื่อง การพัฒนาขีดความสามารถด้านระบบอัตโนมัติของกองทัพเรือ ซึ่งจะมีการใช้งานยานไร้คนขับแบบ UAS USV และ UUV ในภารกิจต่าง ๆ ประกอบด้วย การข่าวกรอง การเฝ้าตรวจและการลาดตระเวน การรบผิวน้ำ การปราบเรือดำน้ำ การปฏิบัติการสงครามทุ่นระเบิด การสนับสนุนการปฏิบัติการทางบกและการปฏิบัติการยุทธสะเทินน้ำสะเทินบก การสนับสนุนการต่อสู้อากาศยานและรักษาฝั่ง การสนับสนุนภารกิจความมั่นคงทางทะเล และการสนับสนุนการป้องกันฐานทัพท่าเรือ โดยวางกรอบการพัฒนาระยะเวลา 12 ปี แบ่งเป็น 3 ระยะ ประกอบด้วย ระยะที่ 1 การวางรากฐานและทดลองแนวความคิด (พ.ศ.2568 – 2570), ระยะที่ 2 การขยายผลและยกระดับสู่หลักนิยม (พ.ศ.2571 – 2575), ระยะที่ 3 การปรับโครงสร้างและการปฏิบัติการเต็มรูปแบบ (พ.ศ.2576 – 2580) โดยแนวความคิดในการพัฒนาจะครอบคลุมทั้งการพัฒนาองค์บุคคล องค์ยุทธวิธี และองค์วัตถุ

กองทัพอากาศ นำเสนอการพัฒนาขีดความสามารถด้านระบบอัตโนมัติของกองทัพอากาศ ซึ่งกำหนดแนวทางในการนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาสนับสนุนภารกิจในด้านต่าง ๆ ในเรื่องการวิเคราะห์ข้อมูล การบริหารจัดการข้อมูล ระบบการเฝ้าระวัง และเพิ่มประสิทธิภาพในการประเมินสถานการณ์ โดยในด้านการบัญชาการและควบคุม จะยกระดับขีดความสามารถห้องบัญชาการและควบคุม ในการบูรณาการข้อมูลจากแหล่งต่างๆ  มีระบบบัญชาการอัจฉริยะที่ทำงานร่วมกับ AI, ด้านการปฏิบัติการด้านการข่าว จะใช้ระบบ AI เพื่อบูรณาการข่าวกรองจากทุกมิติ อันจะนำไปสู่ภาพรวมของสถานการณ์ (Common Operational Picture : COP) ในระดับกองทัพอากาศ, ด้านการปฏิบัติการทางอากาศ จะนำเทคโนโลยี AI มาใช้กับกำลังทางอากาศ ผ่านกระบวนการนำเสนอข้อมูลให้กับนักบินอย่างชาญฉลาด เพื่อเพิ่มความเร็วในกระบวนการวงรอบตัดสินใจ (OODA Loop) และเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติภารกิจ, ด้านการปฏิบัติการทางไซเบอร์ ในลักษณะผสมผสาน โดยใช้การวิจัยและต่อยอดทางเทคโนโลยีจาก Open-Source เพื่อความยั่งยืน, ด้านการปฏิบัติการทางอวกาศ จะใช้เทคโนโลยี AI เพื่อยกระดับการตรวจจับ และวิเคราะห์เป้าหมาย เพื่อสร้างความได้เปรียบในการรับรู้สถานการณ์และตัดสินตกลงใจ, ด้านการพัฒนาบุคลากร จะนำเทคโนโลยี AI มาใช้ในการวางแผนบริหารจัดการและพัฒนากำลังพล ทั้งในด้านการเตรียมกำลังและใช้กำลังเพื่อให้เกิดความพร้อมรบ

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ นำเสนอการพัฒนาขีดความสามารถด้านระบบอัตโนมัติของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยได้นำเทคโนโลยีและระบบอัตโนมัติมาพัฒนาการทำงานด้านต่าง ๆ เพื่อพัฒนาขีดความสามารถในการปฏิบัติงาน ได้แก่ ระบบการอ่านแผ่นป้ายทะเบียนโดยอัตโนมัติ (License Plate Recognition : LPR) เพื่อตรวจสอบติดตามรถยนต์ที่อยู่ในบัญชีเฝ้าระวัง และวิเคราะห์พฤติกรรมของรถยนต์ที่กระทำผิดกฎหมาย, ระบบตรวจสอบลายพิมพ์นิ้วมืออัตโนมัติ (Automated Fingerprint Identification System : AFIS) และโครงการพัฒนาการตรวจสอบประวัติ (Live Scan) ซึ่งมีประโยชน์ทั้งด้านการอำนวยความยุติธรรมและด้านการให้การบริการแก่ประชาชน, ระบบ Tourist Police CCOC Mobile AI Technology เป็นรถยนต์ที่ใช้ AI สแกนใบหน้าของบุคคล โดยเปรียบเทียบกับฐานข้อมูลหมายจับ หรือฐานข้อมูลบุคคล Overstay และระบบสำนวนอิเล็กทรอนิกส์ (Smart CRIMES) เพื่อเป็นศูนย์กลางการบริหารจัดการสำนวนคดีแบบครบวงจร

ในโอกาสนี้ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ได้กล่าวขอบคุณความร่วมมือจากทุกเหล่าทัพ และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ในการนำแนวคิดระบบอัตโนมัติมาประยุกต์ใช้ในการเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติภารกิจเพื่อประโยชน์ต่อประเทศชาติ และประชาชน ซึ่งจะต้องกำหนดแนวทางในการพัฒนาขีดความสามารถด้านระบบอัตโนมัติอย่างเป็นระบบ ต่อเนื่อง และประสานสอดคล้องกัน เพื่อให้กองทัพไทยและสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ดำรงความพร้อมในการปฏิบัติภารกิจภายใต้สภาพแวดล้อมด้านความมั่นคงที่นวัตกรรมและเทคโนโลยีมีการพัฒนาอย่างรวดเร็วต่อไป