วันที่ 17 พ.ค. 69 นายพงศกร ขวัญเมือง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ เปิดเผยถึงกระแสข่าวที่รัฐบาลเตรียมพิจารณาออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินวงเงิน 400,000 ล้านบาท ว่า การกู้เงินจำนวนดังกล่าวแม้ด้านหนึ่งจะเป็นการเติมเม็ดเงินให้ประชาชน แต่อีกด้านหนึ่งจะเป็นการสร้างภาระผูกพันระยะยาว โดยมีการประเมินกันว่าหากมีการกู้เงินในวงเงินนี้ ประชาชนอาจได้รับเงินอัดฉีดรายคนในระดับหนึ่ง แต่จะต้องแบกรับภาระหนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นเฉลี่ยถึงคนละประมาณ 6,000 บาท ขณะเดียวกัน การออกเป็น พ.ร.ก. กู้เงิน ยังทำให้รัฐบาลสามารถนำเงินไปใช้จ่ายได้โดยไม่ต้องผ่านกระบวนการกลั่นกรองและถ่วงดุลอำนาจจากระบบสภาผู้แทนราษฎร
โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า เมื่อได้พิจารณาบริบทเชิงเปรียบเทียบกับวิกฤตเศรษฐกิจในอดีตที่ประเทศไทยจำเป็นต้องออกกฎหมายพิเศษเพื่อกู้เงิน จะพบความแตกต่างด้านเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ (Economic Stability) อย่างชัดเจน คือในวิกฤตต้มยำกุ้ง (ปี 2540) ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) หดตัวรุนแรงติดลบติดต่อกันถึง 8 ไตรมาส หนี้เสีย (NPLs) ในระบบสถาบันการเงินสูงถึง 52% และทุนสำรองระหว่างประเทศอยู่ในระดับวิกฤตจากการปกป้องค่าเงินบาท ส่วนวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ (ปี 2551-2552) GDP ติดลบ 7.1% ภาคการส่งออกและการท่องเที่ยวหดตัวอย่างรุนแรง อัตราการว่างงานพุ่งสูง และเงินคงคลังอยู่ในภาวะตึงตัว และวิกฤตโควิด-19 กิจกรรมทางเศรษฐกิจทั้งในและต่างประเทศหยุดชะงักอย่างสิ้นเชิง รัฐบาลจึงจำเป็นต้องกู้เงินเพื่อประคองผู้ประกอบการและรักษาการจ้างงาน
อย่างไรก็ตาม สำหรับสถานการณ์ปัจจุบัน แม้ภาพรวมเศรษฐกิจจะเผชิญภาวะชะลอตัว แต่ตัวเลขชี้วัดเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศยังอยู่ในเกณฑ์ดี โดยตัวเลข GDP ไตรมาสแรกยังขยายตัว 1.5% ภาคการส่งออกเติบโต 19% ภาคการท่องเที่ยวขยายตัว 7.2% และล่าสุดสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ มูดีส์ อินเวสเตอร์ เซอร์วิส (Moody’s) ยังคงสะท้อนมุมมองว่าเศรษฐกิจไทยมีเสถียรภาพ ดังนั้น ปัญหาที่ประเทศไทยกำลังเผชิญในขณะนี้จึงไม่ใช่ “วิกฤตทางการคลัง” (Fiscal Crisis) แต่เป็น “วิกฤตเชิงต้นทุน” (Cost Crisis) ของภาคการผลิตและค่าครองชีพ
“การที่รัฐบาลระบุว่าจะกู้เงิน 4 แสนล้านบาท โดยแบ่ง 2 แสนล้านบาทแรกเพื่ออัดฉีดเม็ดเงินเข้าระบบ อาจกลายเป็นการซ้ำเติมปัญหาเงินเฟ้อและดันให้ต้นทุนสินค้าสูงขึ้น ส่วนอีก 2 แสนล้านบาทหลังเพื่อใช้ปรับเปลี่ยนโครงสร้างพลังงาน สิ่งที่ควรทำเร่งด่วนในวันนี้คือการเปิดเจรจากับผู้ประกอบการและโรงไฟฟ้าเพื่อลดค่าความพร้อมจ่ายและโครงสร้างค่าไฟ รวมถึงโครงสร้างราคาน้ำมัน เพื่อลดภาระประชาชนโดยไม่ต้องกู้เงินจนชนเพดานและลดทอนความมั่นคงทางการคลัง” นายพงศกร กล่าว
พร้อมกันนี้ นายพงศกร ได้เสนอ 3 ทางออกเชิงนโยบาย เพื่อทดแทนการสร้างหนี้สาธารณะ และต้องการให้รัฐบาลนำเครื่องมือเชิงนโยบายอื่นๆ มาใช้บริหารจัดการต้นทุนพลังงานและขับเคลื่อนโครงการสวัสดิการ เช่น โครงการคนละครึ่ง หรือโครงการไทยช่วยไทย ได้โดยไม่ต้องพึ่งพาการกู้เงินนอกงบประมาณ ประกอบด้วย
1. เข้าบริหารจัดการกำไรส่วนเกินกลุ่มพลังงาน จากผลประกอบการของกลุ่มโรงกลั่นน้ำมันที่ผ่านมา สะท้อนว่าได้รับประโยชน์ส่วนต่างจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นเกินไป รัฐบาลจึงควรพิจารณาจัดเก็บ “ภาษีลาภลอย” (Windfall Tax) ควบคู่ไปกับการบริหารจัดการภาษีสรรพสามิต ซึ่งจะสามารถดึงราคาน้ำมันลงมาอยู่ที่ระดับ 30 บาทต้นๆ ได้ทันที และจะช่วยลดต้นทุนเกี่ยวเนื่อง ทั้งก๊าซหุงต้ม เม็ดพลาสติก และค่าขนส่ง
2. โอนงบประมาณค้างท่อ จากการประเมินในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา คาดว่ามีงบประมาณค้างท่อจากหน่วยงานภาครัฐที่ยังไม่มีการเบิกจ่ายจริงกว่า 100,000 ล้านบาท ซึ่งสามารถนำมาเกลี่ยเพื่อใช้ในโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจที่มีประสิทธิภาพได้
3. ตัดลดงบประมาณรายจ่ายที่ไม่จำเป็น หากรัฐบาลประเมินว่าเศรษฐกิจเข้าสู่ภาวะวิกฤตจริง ควรดำเนินการปรับลดหรือตัดงบประมาณในโครงการพัฒนาของกระทรวงต่าง ๆ ที่ไม่มีความจำเป็นเร่งด่วนในศกนี้ออกไปก่อน เพื่อนำงบประมาณมาสนับสนุนมาตรการช่วยเหลือประชาชนโดยตรง

