คดีจับกุมนายหมิงเฉิน ซัน ชาวจีน ผลการสืบสวนสอบสวนพบว่ามีทั้งตำรวจ ทหาร นักการเมือง ฝ่ายปกครอง มีเอี่ยวในหลายขั้นตอน ลามไปถึงฝั่งกัมพูชา ตรวจสอบประวัติพบว่าเป็นสแกมเมอร์ตัวพ่อ ระหว่างสืบสวนเกิดกระแสดรามากับองค์กรตำรวจทั้งบวกและลบคือได้ทั้งดอกไม้และก้อนอิฐ

สื่อโซเชียล รวมถึงประชาชนต่างชื่นชม ส.ต.ท.นิลพัฒน์ ทองย้อย จราจร สภ.นาจอมอมเทียน อ.สัตหีบ ชลบุรี มีไหวพริบสังเกตอาการกระวนกระวายของนายหมิงเฉิน ไม่อยากให้ช่วยเหลือ ขอค้นตัวพบอาวุธปืนในกระเป๋าคาดหน้าอก ค้นรถเจอแม็กกาซีนปืนเอ็ม 16 และถึงน้ำมันขนาด 20 ลิตร ขยายผลค้นบ้านนายหมิงเฉิน พบอาวุธปืนสงคราม ระเบิด 10 ลูก และระเบิดซีโฟร์ เป็นต้น หากเกิดระเบิดมีรัศมีทำลายเกือบ 200 เมตร
ครั้นตรวจสอบในเชิงลึกพบว่านายหมิงเฉิน ถาม AI ถึงการก่อวินาศกรรมและผลจากการก่อวินาศกรรม เท่ากับว่าไหวพริบของส.ต.ท.นิลพัฒน์ สามารถช่วยระงับไม่ให้เกิดเหตุร้ายไว้ได้
ทางตรงข้าม พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ(ผบ.ตร.)กลับโดนก้อนอิฐแบบเต็มๆทั้งที่เป็นสมมุติฐานแค่มุมๆหนึ่ง ของชุดสืบสวน กลับถูกสื่อโซเชียลตัดคำสัมภาษณ์บางช่วงที่ระบุว่า นายหมิงเฉิน ชื่นชอบการสะสมอาวุธ ไปแขวน จนพวกเกรียนคีย์บอร์ดแสดงความเห็นเชิงเสียดสี เหน็บแนม อย่างเมามัน พร้อมนำภาพของกลางที่ยึดได้ไปประกอบ ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้ว พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ ให้สัมภาษณ์ตามที่คำให้การของนายเฉินหมิง และไทม์ไลน์ที่ให้สัมภาษณ์ ฝ่ายสืบสวนยังไม่ได้สาวลึกลงไปถึงเบื้องหน้าเบื้องหลังว่าเกี่ยวพันกับหน่วยงานไหนบ้าง
หากมองอย่างวิเคราะห์ถึงเจตนาของพล.ต.อ.กิตติ์รัฐ ที่มีพื้นฐานการทำงานแบบตำรวจอาชีพ คือไม่แสดงความเห็นอะไรที่เกินเลยจนเสียรูปคดีและสร้างความแตกตื่นให้กับประชาชน จะแตกต่างกับตำรวจชั้นผู้ใหญ่ในอดีตที่โตมาแบบเรียนลัด หรือบ่มแก๊สหรือมากด้วยข้อยกเว้น
ถ้าย้อนในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาการนำเสนอของสื่อโซเชียลเกี่ยวกับคดีต่างๆที่สำคัญ จะมีตำรวจชั้นผู้ใหญ่ให้ข่าวแบบเกินจริง ทำให้ชาวบ้านตกใจ เพียงมุ่งหวังดันให้ตัวเองอยู่บนพื้นที่สื่อทั้งกระแสหลัก กระแสลองและโซเชียล เพื่อใช้กระแสไต่สู่บัลลังก์เจ้าสำนักปทุมวัน
จากอาการโอเว่อร์แอ็คชั่นของบรรดาตำรวจชั้นผู้ใหญ่ในยุคนั้น สร้างรอยด่างให้สำนักตำรวจแห่งชาติ(ตร.)จนเกิดวิกฤตศรัทธา ประชาชนไม่ไว้วางใจ จากแอ็คชั่นเกินจริงคดีสำคัญๆหลายคดี พอเข้าสู่กระบวนคจบแบบยกฟ้อง ผลที่ตามมาคือ ตร.ถูกฟ้องกลับถูกเรียกค่าเสียหายนับหมื่นล้าน
เมื่อ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ มารับไม้ต่อเดินหน้าปลุกขวัญให้ตำรวจที่เกียร์ว่างเดินหน้าทำงานอย่างเต็มสูบ ภาพลักษณ์ที่ติดลบค่อยๆฟื้นขึ้นมา คำติเตียนเย้ยหยัน ทั้งจากชาวบ้าน สื่อมวลชนและอินฟูลเอนเซอร์ ค่อยๆจางลง ความไว้ใจเข้ามาแทนที่ ไม่ว่าจะเป็นผลงานปราบแก๊งสแกมเมอร์ แก๊งคอลเซ็นเตอร์ ที่สามารถตามยึดเงินคืนให้กับเหยื่อนับพันล้านบาท รวมถึงการปราบปรามอาชญากรรมด้านต่างๆ อาทิ ยาเสพติด ลัก วิ่ง ชิง ปล้น อยู่ในขั้นชาวบ้านพึ่งพาได้
ขณะที่งานภายในขยับอย่างมีนัยสำคัญโดยเฉพาะงานสอบสวนที่พนักงานสอบสวนแห่ทิ้งงานเพราะผู้บริหาร ตร.ที่ผ่านมาขาดความเข้าใจงานสอบสวนที่เป็นหัวใจสำคัญของต้นธารกระบวนการยุติธรรม เพราะเส้นทางเติบโตแทบจะไม่เฉียดงานสอบสวนมาเลย
แต่สำหรับ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ แม้เพลี่ยงพล้ำกับคำสัมภาษณ์ ด้วยความเป็นตำรวจมืออาชีพ มุ่งหวังให้องค์กรตำรวจเป็นที่พึ่งของประชาชนอย่างแท้จริง ยอมรับสภาพและไม่ตอบโต้ แต่แก้ลำโดยใช้กรณีของนายหมิงเฉิน เป็นโมเดล สั่งการให้ตำรวจทุกหน่วยที่เกี่ยวข้องกับการปราบปรามอาชญากรรมล้างบางแก๊งต่างชาติที่ดำเนินธุรกิจผิดกฎหมายในประเทศทุกรูปแบบ จากปรากฏการณ์ครั้งนี้ถ้ามองอย่างใจเป็นธรรม พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ มิได้สร้างความเสียหายให้กับสังคมส่วนรวมแต่อย่างใด แถมใช้โอกาสนี้ขยายผลล้างบางพวกมาเฟียต่างชาติอีกต่างหาก
“จึงได้แต่ฝากทุกคนที่มีสื่อโซเชียลในมือจะโพสต์อะไรหรือโพสต์แสดงความคิดเห็นถึงประเด็นต่างๆ ตั้งสติตรึกตรองให้ดีก่อนว่ากระทบถึงใครบ้าง เพราะปัจจุบันสื่อโซเชียลหลายๆแพลตฟอร์มซ่อนความชั่วร้ายหวังทำลายคู่อริ เรียกยอดวิวสร้างรายได้ ด้วยการใช้ชาวบ้านเป็นเครื่องมือ โดยไม่คำนึงว่าจะนำความวิบัติมาสู่สังคมแบบไร้ความรับผิดชอบ” !!!


