สว.สำรอง-คปท.บุก กกต. จี้เร่งส่งสำนวนคดีฮั้ว สว.ให้ศาลฎีกา หลังคาราคาซังนานกว่า 2 ปี หวั่นล่าช้าไม่เป็นธรรม พร้อมเรียกร้องทบทวนผลสอบอนุกรรมการชุดที่ 26 และเดินหน้าพิจารณา 138 รายชื่อที่ถูกกล่าวหาว่าเข้าข่ายทุจริตเลือกตั้ง

เมื่อเวลา 10.00 น. ที่ กกต. ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ กลุ่มสว.สำรอง และ กลุ่มคปท. รวมถึงภาคประชาชน เดินทางมารวมตัวเรียกร้องให้กกต. เร่งส่งสำนวนคดีฮั้วเลือก สมาชิก วุฒิสภาหรือสว. ให้ศาลฎีกาวินิจฉัยเพิกถอนรายชื่อสว. 138 คน ที่มีพฤติกรรมเข้าข่ายทุจริตเลือกตั้งหลังมองว่าคดีดังกล่าวไม่มีความคืบหน้ามาเป็นเวลานานกว่า 2 ปี
พลตำรวจโทคำรบ ปัญญาแก้ว แกนนำกลุ่มสว.สำรอง เปิดเผยว่า แม้ คณะไต่สวนกกต. จะ ยืนยันว่าคดีดังกล่าวจะมีความชัดเจน ในช่วงปลายเดือนสิงหาคม 2569 แต่ตัวเองก็มองว่าคดีดังกล่าวยังมีสิ่งที่ล่าช้า และกังวลว่าจะไม่ได้รับความเป็นธรรม การเดินทางมาในวันนี้เพื่อต้องการแสดงออกให้สังคมได้จับตาตรวจสอบพฤติกรรมของกกต. ว่าเป็นไปอย่างเที่ยงธรรมหรือไม่โดยเฉพาะจำนวนรายชื่อของผู้ที่จะต้องถูก ส่งไปให้ศาลฎีกาพิจารณา เพิกถอนสิทธิ์การดำรงตำแหน่งสว. ซึ่งส่วนตัวมองว่ามีจำนวน 138 คน เพราะจากหลักฐานทั้งเส้นทางการเงินและข้อมูลคลิปภาพต่าง ๆ ที่ภาคประชาชนรวมถึงนักการเมืองและกลุ่มตัวเองนำมาเปิดเผย ก็พบว่าทั้ง 138 คน มีความเชื่อมโยงเข้าข่ายกระทำความผิด
ขณะเดียวกันนอกจากกลุ่มสว.สำรองที่เดินทางมาแล้วยังมี กลุ่มเครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย หรือ คปท. ที่เดินทางมา มาติดตามความคืบหน้าทางคดีพร้อมเรียกร้องให้ กกต. ดำเนินการเรื่องดังกล่าวโดยเร็ว
ด้านนายพิชิต ไชยมงคล แกนนำ คปท. เปิดเผย กกต.ว่าใช้เวลากว่า2 ปี ในการตรวจสอบทั้งที่มีการนำเสนอข้อมูลและหลักฐานต่อสังคมจำนวนมาก และสังคมก็เห็นว่าพฤติกรรมที่เกิดขึ้นมีข้อสงสัยอย่างมาก แต่วันนี้ กกต.กลับตั้งอนุกรรมการชุดที่ 36 ขึ้นมา ทั้งที่ก่อนหน้านี้มีอนุกรรมการชุดที่ 26 ซึ่งมีการไต่สวน มีองค์ประกอบที่ค่อนข้างชัดเจน มีการประชุมหลายครั้ง และมีรายงานหลายร้อยหน้า รวมถึงมีมติให้ดำเนินการกับผู้เกี่ยวข้องจำนวนมาก สิ่งที่ตั้งคำถามคือ ทำไมวันนี้จึงมีการตั้งอนุกรรมการชุดใหม่ขึ้นมา และมีการเปลี่ยนแปลงจากมติของอนุกรรมการชุดที่ 26 จึงอยากให้ กกต.ใช้ดุลพินิจพิจารณาตามผลการไต่สวนของอนุกรรมการชุดที่ 26 ซึ่งมีข้อมูลและหลักฐานอยู่แล้ว และเป็นสิ่งที่สังคมติดตามมาโดยตลอดหาก กกต.ดำเนินการแตกต่างจากผลการไต่สวนเดิม ก็ต้องตอบคำถามสังคมให้ได้ว่า เหตุใดจึงมีการเปลี่ยนแปลง และมีเหตุผลทางกฎหมายอย่างไร
ด้านนายแพทย์ตุลย์ สิทธิสมวงศ์ แกนนำอีกคน ระบุว่า อยากขอให้ กกต.พิจารณาคำวินิจฉัยและผลการไต่สวนของอนุกรรมการชุดที่ 26 เป็นหลัก การที่ กกต.ตั้งอนุกรรมการชุดที่ 36 ซึ่งเป็นชุดพิเศษขึ้นมา ทั้งที่ตามปกติควรพิจารณาจากอนุกรรมการชุดเดิม ทำให้เกิดข้อสงสัยว่าการตั้งชุดใหม่นี้มีเหตุผลอะไร หากมีการเสนอเรื่องต่อศาลในจำนวนผู้ถูกกล่าวหาที่น้อยกว่าผลการไต่สวนเดิม ก็อาจทำให้เกิดข้อพิรุธ และศาลเองก็มีอำนาจที่จะไต่สวนและเรียกสำนวนที่เกี่ยวข้องมาตรวจสอบได้ เพราะฉะนั้น จึงอยากให้ กกต.พิจารณาให้รอบคอบ และยึดผลการไต่สวนของอนุกรรมการชุดที่ 26 เป็นหลัก

