“จุลพันธ์’ หารือ 3 ฝ่ายประกันสังคม เร่งแก้ ‘วิกฤตศรัทธา’ ตั้งเป้ากองทุน ‘โปร่งใส-อิสระ-ยั่งยืน’ ตอบโจทย์แรงงานครอบคลุมทุกกลุ่ม

88

11 พ.ค. 2569 นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน แถลงหลังจากร่วมประชุมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในการขับเคลื่อนนโยบายกับ คณะกรรมการกองทุนทดแทน คณะกรรมการประกันสังคม และผู้บริหารสำนักงานประกันสังคม เพื่อวางรากฐานการทำงานเชิงรุก มุ่งยกระดับกองทุนประกันสังคมให้เป็นสถาบันหลักที่มอบความมั่นคงแก่ผู้ใช้แรงงาน เพื่อขับเคลื่อนนโยบายที่ตอบโจทย์โลกการทำงานยุคใหม่

ผ่าวิกฤตศรัทธา ดำเนินการอย่างโปร่งใส ตรวจสอบได้

นายจุลพันธ์ เผยว่า จากการหารือ ทุกคนต่างเห็นตรงกันว่า ปัจจุบันสำนักงานประกันสังคมกำลังเผชิญกับ ‘วิกฤตศรัทธา’ ซึ่งส่งผลต่อภาพลักษณ์ในเชิงลบ อย่างไรก็ตามจากการตรวจสอบของกระทรวงการคลังพบว่า สถานะและการดำเนินงานของตัวกองทุนยังคงไม่มีปัญหาใดๆ แต่ในส่วนอื่นๆ พี่น้องประชาชนเห็นว่าเป็นปัญหาเรื่องต่างๆ เหล่านี้จะไม่มีการซุกปัญหาไว้ใต้พรม แต่จะเร่งดำเนินการแก้ไขให้ถูกต้อง โดยการดำเนินการของสำนักงานประกันสังคมจะต้องคำนึงถึงความโปร่งใสเพื่อให้ทุกคนสามารถตรวจสอบและติดตามได้อย่างครบถ้วน ซึ่งถือเป็นก้าวแรกที่สำคัญในการเรียกความเชื่อมั่นกลับคืนมา

รับมือสังคมสูงวัย ปรับโมเดลลงทุนเพิ่มผลตอบแทน สร้างความยั่งยืนให้กองทุน

นายจุลพันธ์ กล่าวต่อถึงประเด็นความท้าทายของกองทุนประกันสังคมซึ่งเวลานี้กำลังเผชิญหน้ากับภาวะสังคมสูงวัยเต็มขั้น แต่ที่ผ่านมาพบว่ากองทุนยังมีผลตอบแทนจากการลงทุนที่ไม่เพียงพอทำให้เกิดความเสี่ยงกับกองทุน โดยเรื่องนี้จะต้องปรับเปลี่ยนวิธีในเรื่องของการลงทุนว่าจะทำอย่างไรที่จะทำให้มีแนวโน้มที่จะได้รับผลตอบแทนจากการลงทุนที่มากขึ้น ซึ่งประเด็นนี้ทางกองทุนก็ได้เริ่มต้นดำเนินการไปแล้ว

ดึงแรงงานเข้าระบบเพิ่ม สร้างระบบสวัสดิการขั้นพื้นฐานที่ครอบคลุม

นอกจากนี้ นายจุลพันธ์ยังได้กล่าวถึงประเด็นสำคัญคือการดึงคนเข้ามาสู่ระบบกองทุนประกันสังคมให้ได้มากที่สุด เนื่องจากวันนี้ยังมีพี่น้องแรงงานที่ยังไม่ได้เข้าสู่ระบบอีกจำนวนมาก ซึ่งจะต้องสร้างกลไกที่เปิดโอกาสให้เกิดการมีส่วนร่วม โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับกลุ่มที่เป็นแรงงานแพลตฟอร์ม และกลุ่ม Gig worker โดยสองกลุ่มนี้เป็นตัวอย่างที่แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าทุกวันนี้โลกการทำงานได้เปลี่ยนแล้ว

“ในปัจจุบันนี้ เรามีคนที่เป็นไรเดอร์อยู่ประมาณ 300,000 คน และรับประกันได้ว่าในอีก 3-5 ปี ข้างหน้า ตัวเลขนี้จะขยับเพิ่มขึ้นอีกเท่าตัวอย่างแน่นอน โจทย์ของเราคือจะทำอย่างไรให้พี่น้องประชาชนที่เป็นแรงงานในกลุ่มนี้สามารถที่จะได้รับสิทธิและได้รับความคุ้มครองผ่านการดึงเข้ามาสู่ระบบประกันสังคม โดยเราจำเป็นต้องปรับปรุงกฎหมายให้ทันกับความเปลี่ยนแปลงนี้” นายจุลพันธ์ กล่าว

นอกจากนี้ นายจุลพันธ์ชี้ว่า มีประเด็นที่ทุกฝ่ายเห็นตรงกันคือปัจจุบันกลุ่มแรงงานต่างด้าวที่เข้ามาทำงานในประเทศไทยยังเข้าสู่ระบบประกันสังคมในสัดส่วนที่น้อยเกินไป โดยกระทรวงแรงงานมีเป้าหมายที่จะดึงแรงงานกลุ่มนี้เข้าสู่ระบบอย่างถูกต้อง เพื่อให้ได้รับสิทธิความคุ้มครองตามกฎหมายและเป็นไปตามข้อตกลงระหว่างประเทศซึ่งถือเป็นเรื่องจำเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากหากแรงงานเหล่านี้ไม่เข้าสู่ระบบประกันสังคม สุดท้ายอาจนำไปสู่ปัญหาการเป็นแรงงานที่ไม่ได้รับการขึ้นทะเบียนหรือกลายเป็นแรงงานผิดกฎหมายที่อาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ

ชูโมเดล “ป้องกันก่อนรักษา” ลดภาระรายจ่ายแสนล้าน

อีกหนึ่งประเด็นสำคัญที่รัฐมนตรีเน้นย้ำ คือการบริหารจัดการงบประมาณด้านการรักษาพยาบาลซึ่งสูงถึงปีละกว่า 100,000 ล้านบาท โดยเรื่องนี้ได้มอบหมายให้ สปส. ให้ความสำคัญกับงานด้านความปลอดภัยและอาชีวอนามัยมากขึ้น โดยเน้นการป้องกันอุบัติเหตุและการเจ็บป่วยจากการทำงาน รวมถึงการฟื้นฟูสมรรถภาพแรงงานให้สามารถกลับเข้าสู่ระบบการทำงานได้โดยเร็ว ซึ่งหากสามารถลดอัตราการเจ็บป่วยลงได้ จะเป็นการช่วยเพิ่มเสถียรภาพทางการเงินให้กับกองทุนอย่างมหาศาล

ส่วนเรื่องเงินบำนาญชราภาพสูตร CARE นายจุลพันธ์ ระบุว่า ใกล้ที่จะได้ข้อสรุปแล้ว แต่ต้องขอเวลาในการพูดคุยให้รอบด้าน โดยขณะนี้ได้มีการเริ่มต้นนัดหมายกับกลุ่มต่างๆ เพื่อที่จะคุยกันในรายละเอียดว่าเขายังติดขัดในประเด็นใดบ้าง และเราควรจะเดินหน้าในรูปแบบไหน เพื่อที่จะรักษาผลประโยชน์ให้กับคนทุกกลุ่ม

ยกระดับ Digital Service และโครงสร้างกฎหมาย

สำหรับปัญหาด้านการบริการ นายจุลพันธ์ ยอมรับว่าที่ผ่านมายังคงมีปัญหาในเรื่องระบบไอที โดยได้สั่งเร่งแก้ไขระบบ IT หลัก (SSO core) ที่ยังคงเป็นอุปสรรคต่อการใช้งาน พร้อมพิจารณาข้อเรียกร้องด้านสวัสดิการต่างๆ โดยให้คำนึงถึงความมีเสถียรภาพของกองทุน หากสิ่งใดที่เป็นการเพิ่มสวัสดิการแล้วไม่ส่งผลต่อเสถียรภาพของกองทุนก็เป็นสิ่งที่สามารถดำเนินการได้ทันที