เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม ที่กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผบช.ก. , พล.ต.ต.เอนก เตาสุภาพ ผบก.ปทส.พ.ต.อ.อภิสัณฐ์ ไชยรัตน์ ผกก.5 บก.ปทส. ร่วมกับ นายสดุดี พันธุ์ภักดี ผอ.กองคุ้มครองพันธุ์สัตว์ป่าและพืชป่าตามสัญญา (CITES) กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช ร่วมแถลงผลการปฏิบัติ Operation Broken Ivory “คชาฆาตปิดปลายงา” ลุยตรวจค้น 11 จุดทั่วประเทศสามารถจับกุมแอดมินกลุ่มลับค้างาช้างข้ามชาติ 9 ราย พร้อมยึดงาช้างของกลางว่า 250 กก.
พล.ต.ต.เอนก กล่าวว่า สืบเนื่องจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.5 บก.ปทส. ได้สืบสวนการลักลอบซื้อขาย ซากสัตว์ป่า งาช้างและเขี้ยวพะยูนผิดกฎหมาย ผ่านกลุ่ม Facebook ชื่อ “เขี้ยวงา เครื่องรางจากสัตว์” จึงทำทีติดต่อขอซื้องาช้างจากกลุ่มผู้ค้าหลายคน และส่งของที่ได้รับดังกล่าวไปตรวจพิสูจน์ และรับคำยืนยันว่าเป็นงาช้างสายพันธุ์แอฟริกาทั้งหมด ซึ่งจากการสืบสวนพบ เครือข่ายนี้เพิ่งเริ่มดำเนินการมาเป็นระยะเวลา 1 ปี มีเงินหมุนเวียนประมาณ 10 ล้านบาท จึงเปิดปฏิบัติการ ทลายเครือข่ายกลุ่มผู้ค้างาช้าง ซึ่งงาช้างดังกล่าวพบว่าถูกนำเข้ามาจากประเทศแอฟริกา โดยส่งมาทางเรือมาลงที่ประเทศเวียดนาม กลุ่มผู้ต้องหาจะใช้วิธีติดต่อกับชาวเวียดนามที่เข้ามาทำงานในประเทศไทยให้หางาช้างที่ต้องการให้ ก่อนลอบนำเข้าประเทศผ่านทางเรือ โดยใช้ช่องทางธรรมชาติมาตามริมฝั่งแม่น้ำโขง
พล.ต.ต.เอนก กล่าวอีกว่า ต่อมา เมื่อวันที่ 7 พ.ค. 2569 เจ้าหน้าที่ตำรวจ บก.ปทส. นำกำลังเข้าจับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับได้ จำนวน 9 ราย ในพื้นที่ 7 จังหวัด สมุทรสาคร อุทัยธานี กำแพงเพชรชุมพร สงขลา ชลบุรี และ จันทบุรี คือน.ส.จินตนา อายุ 52 ปี ถูกจับกุมที่อ.กระทุ่มแบน จ.สมุทรสาคร น.ส.ปณิตา อายุ 42 ปี ถูกจับกุมที่ อ.บ้านแพ้ว จ.สมุทรสาคร น.ส.สุดารัตน์ อายุ 50 ปี ถูกจับกุมที่ อ.เมือง สมุทรสาคร นายวังศักดา อายุ 42 ปี ถูกจับกุมได้ที่ อ.หนองขาหย่าง จ.อุทัยธานี
นายนิพัฒน์ อายุ 31 ปี ถูกจับกุมที่ อ.ขาณุวรลักษบุรี จ.กำแพงเพชร นายทวีศักดิ์ อายุ 41 ปี ถูกจับกุมที่ อ.บางกล่ำ จ.สงขลา นายวรพงศ์ อายุ 51 ปี ถูกจับกุมที่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา นายอัมพร อายุ 49 ปี ถูกจับกุมที่ อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี และนายบุญส่งอายุ 54 ปี ถูกจับกุมที่ อ.ท่าใหม่ จ.จันทบุรี
จากการตรวจค้นเป้าหมาย 11 จุด ในพื้นที่ 7 จังหวัด ได้แก่ สมุทรสาคร ชุมพร สงขลา ชลบุรี จันทบุรี อุทัยธานี และ กำแพงเพชร สามารถตรวจยึดของกลาง จำนวน 13 รายการ ได้แก่ 1. งาช้าง (แบบท่อน) จำนวน 140 กิโลกรัม 2. งาช้าง(แบบหั่นชิ้น) จำนวน 40 กิโลกรัม 3. สร้อยลูกประคำงาช้าง จำนวน 7 กิโลกรัม 4. สร้อยพระงาช้าง จำนวน 5 กิโลกรัม 5. ลูกประคต จำนวน 2 กิโลกรัม 6. ผงงาช้าง จำนวน 5 กิโลกรัม 7. กำไลและหัวเข็มขัด จำนวน 1กิโลกรัม 8. งาช้างอัดเรซิ่น จำนวน 50 กิโลกรัม 9. มีดงาช้าง/มีดเขากวาง จำนวน 160 ด้าม 10. ชิ้นส่วนหางกระเบน จำนวน 2 กิโลกรัม 11. เครื่องตัด หั่น เจียร์ เจาะ /สว่าน/เลื่อย จำนวน 20 เครื่อง 12. ตาชั่ง จำนวน 5 เครื่อง 13. ซากเต่ากระ จำนวน 1 ตัว สำหระบมูลค่าของกลาง 1. งาช้างและชิ้นส่วนงาช้าง ประมาณ 7.5 ล้านบาท 2. มีดด้ามงาช้าง ประมาณ 2. 4 ล้านบาท รวมมูลค่าของกลางทั้งหมด ประมาณ 9.9 ล้านบาท
จากการ สอบสวน ผู้ต้องหาทั้ง 9 คนให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา ซึ่งหลังจากนี้ตำรวจจะขยายผลไปยังกลุ่มคนเวียดนามรวมถึง เส้นทางการนำเข้าว่ามีบุคคลใดเกี่ยวข้องบ้าง สำหรับงาช้างดังกล่าว พบว่าเมื่อนำเข้าจะถูกแปรรูปเป็น มีด ลูกประคำ และพระพุทธรูป ซึ่งกลุ่มลูกค้าจะเป็นคนไทยที่มีความเชื่อว่างาช้างเป็นวัตถุมงคล
ด้านนายนฤพนธ์ ระบุด้วยว่า ตามกฎหมายการครอบครองงาช้าง ในประเทศไทยยังไม่เคยออกใบอนุญาตให้ครอบครองงาช้างแอฟริกา ซึ่งผลการจับกุมในครั้งนี้จะมีการรายงานส่งไปยังไซเตสที่เจนีวา เพื่อที่จะยืนยันว่าประเทศไทยมีความเข้มงวดกวดขันในการกวาดล้างการค้างาช้างที่ผิดกฎหมายตั้งแต่ที่มีการประกาศใช้ พระราชบัญญัติงาช้าง พ.ศ. 2558 โดยอนุญาตให้ครอบครองและซื้อขายเฉพาะ “งาช้างบ้าน” ที่ได้มาอย่างถูกกฎหมายเท่านั้น สำหรับของกลางเหล่านี้ จะมีการเก็บรักษาดูแลอยู่ที่กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืชจนกว่าคดีจะสิ้นสุด และหลังจากนั้นจะมีการทำลายงาช้างต่อไป

