“พชร” ชี้ ค่าไฟไทยแพงเพราะโครงสร้าง ถึงเวลาต้องปฏิรูป ยันเวียดนามเปลี่ยนผ่านพลังงานสำเร็จมาแล้วแม้ศักยภาพน้อยกว่าไทย

76

กรุงเทพฯ, วันที่ 10 พ.ค. – พชร นริพทะพันธุ์ กรรมการ ก.ล.ต. (คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์) กล่าวถึง การปรับเปลี่ยนโครงสร้างพลังงานของไทยที่จะเกิดขึ้นภายใต้พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงาน และสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569 ว่าราคาพลังงานไทยแพงกว่าหลายประเทศในภูมิภาค ไม่ใช่เพราะทรัพยากรขาดแคลน แต่เพราะโครงสร้างที่ถูกออกแบบมาในยุคอื่น ยังคงทำงานอยู่ในโลกที่เปลี่ยนไปแล้วโดยสิ้นเชิง ค่าไฟฟ้าที่พุ่งสูง ราคาน้ำมันที่ผันผวนตามภูมิรัฐศาสตร์ และการพึ่งพาก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยที่ลดลงทุกปี ล้วนเป็นสัญญาณเตือนที่ชัดเจนว่าถึงเวลาต้องปฏิรูปอย่างจริงจัง

พชร กล่าวว่า ไทยไม่ใช่ประเทศที่ขาดแคลนทรัพยากรพลังงาน เวียดนามที่เพิ่งเริ่มต้นเมื่อไม่กี่ปีก่อนยังสามารถกลายเป็นผู้ผลิตโซลาร์รายใหญ่ที่สุดในอาเซียนได้ ทั้งที่ไทยมีศักยภาพและที่ตั้งที่ได้เปรียบกว่าในฐานะศูนย์กลางของภูมิภาค ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ทรัพยากร แต่อยู่ที่โครงสร้างที่ไม่เปิดโอกาสให้แข่งขัน โลกกำลังแข่งกันดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต  Lego ประกาศลงทุน 1 พันล้านดอลลาร์สร้างโรงงานในเวียดนามในฐานะโรงงานแห่งแรกของโลกที่เป็นกลางทางคาร์บอน โดยใช้พลังงานโซลาร์ 100% นั่นคือสัญญาณที่ชัดเจนว่าความสามารถในการจัดหาพลังงานสะอาดในราคาที่แข่งขันได้กลายเป็นปัจจัยหลักในการตัดสินใจลงทุนของบริษัทข้ามชาติแล้ว

ในปี 2566 เวียดนามกลายเป็นผู้ผลิตพลังงานโซลาร์รายใหญ่ที่สุดในอาเซียน พิสูจน์ว่าการเปลี่ยนผ่านพลังงานสามารถเกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็ว  แต่ความสำเร็จนั้นก็แฝงบทเรียนราคาแพงไว้ด้วย การขยายตัวอย่างรวดเร็วที่ขับเคลื่อนด้วยการอุดหนุนได้เปิดเผยช่องโหว่ด้านการวางแผนและความยั่งยืนทางการเงิน รัฐวิสาหกิจไฟฟ้าเวียดนาม (Vietnam Electricity) หรือ EVN ต้องแบกรับภาระทางการเงินอย่างหนัก เนื่องจากต้นทุนการซื้อไฟฟ้าพุ่งจาก 4.5 พันล้านดอลลาร์ในปี 2561 ไปสู่ 1.15 หมื่นล้านดอลลาร์ในปี 2566 ขณะที่ราคาขายปลีกถูกควบคุมอย่างเข้มงวดจนไม่สามารถตามทันต้นทุนที่สูงขึ้น ส่งผลให้ EVN ขาดทุนกว่า 1 พันล้านดอลลาร์ในปี 2566

กรรมการ ก.ล.ต. กล่าวว่า นี่คือกับดักที่ไทยต้องหลีกเลี่ยง ปัญหาของเวียดนามไม่ได้อยู่ที่การขยายพลังงานหมุนเวียนเร็วเกินไป แต่อยู่ที่การกำหนดราคารับซื้อไฟฟ้าไว้สูงตายตัวตามสัญญาระยะยาว ขณะเดียวกันก็บังคับให้ EVN ขายไฟให้ประชาชนในราคาต่ำกว่าต้นทุนที่ซื้อมา เพื่อไม่ให้ค่าไฟพุ่งจนประชาชนไม่พอใจ ส่วนต่างนั้นไม่ได้หายไปไหน มันสะสมเป็นหนี้ใน EVN ทุกเดือน จนถึงจุดที่รัฐต้องเลือกระหว่างขึ้นค่าไฟครั้งใหญ่ หรืออัดเงินภาษีเข้าไปอุ้ม ไม่ว่าจะเลือกทางไหน ประชาชนก็แบกรับอยู่ดี เพียงแต่ถูกเลื่อนเวลาออกไปเท่านั้น

ปัจจุบันเวียดนามกำลังเปลี่ยนจากระบบการกำหนดราคารับซื้อไฟฟ้าแบบตายตัว หรือ Feed-in Tariff ที่เป็นต้นตอของปัญหา EVN ไปสู่ระบบประมูลแข่งขัน ให้ผู้ผลิตพลังงานสะอาดเสนอราคาต่ำสุดเพื่อชนะสัญญา แทนที่รัฐจะเป็นคนกำหนดราคาเองฝ่ายเดียว โดยเป็นแนวทางที่อินเดียใช้ในปัจจุบัน ผลที่ได้คือราคาโซลาร์ลดจาก 9.72 เซนต์ต่อหน่วยในปี 2557 เหลือเพียง 3.04 เซนต์ในปี 2567 หรือลดลงกว่า 68% ในรอบ 10 ปี ไม่ใช่เพราะเทคโนโลยีดีขึ้นอย่างเดียว แต่เพราะการแข่งขันในตลาดที่บีบให้ราคาลงถึงต้นทุนที่แท้จริง และเวียดนามยังเดินหน้าขยาย Direct Power Purchase Agreement (DPPA) เพื่อให้ภาคเอกชนซื้อขายไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนได้โดยตรง ควบคู่กับการเร่งลงทุนในโครงข่ายสายส่งและระบบกักเก็บพลังงาน ขณะที่ไทยยังอยู่ในขั้นตอนถกเถียงกันอยู่ว่าจะอนุญาตให้ภาคเอกชนขายไฟคืนระบบได้หรือยัง

“แน่นอนครับเรามีโอกาสดึงดูดการลงทุนประเภทเดียวกันกับที่เวียดนามทำ รวมถึงโอกาสของอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับไฟฟ้า แค่ต้องการนโยบายที่ชัดเจนและเป็นรูปธรรม ไม่ใช่แค่คำมั่นสัญญาในเวทีระดับโลก และหากจะทำต้องออกแบบระบบให้ราคาสะท้อนความเป็นจริงตั้งแต่ต้น ไม่ใช่แก้ทีหลังเมื่อหนี้สะสมจนเกินแก้ เหมือนอย่างกรณีที่ EVN เวียดนามเผชิญ ที่ผ่านมา ระบบของเราถูกสร้างบนฐานของการผูกขาด สัญญาซื้อขายไฟฟ้าระยะยาว (PPA) ที่ผูกมัดรัฐด้วยเงื่อนไข Take-or-Pay ทำให้แม้พลังงานหมุนเวียนจะถูกลงทุกปี รัฐก็ยังต้องจ่ายค่าความพร้อมจ่ายให้โรงไฟฟ้าเก่า แล้วส่งต่อภาระค่าใช้จ่ายนั้นมายังประชาชนซึ่งเป็นผู้รับปลายทาง” พชร กล่าว

พชร กล่าวถึงการที่ ภาครัฐกำลังมีแผนงานหรือโครงการที่มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการใช้พลังงานให้เกิดประสิทธิภาพ รองรับการเปลี่ยนผ่านการพึ่งพิงการใช้พลังงานฟอสซิลไปสู่การใช้เทคโนโลยีพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือกของภาครัฐ ภาคเอกชน ชุมชน และประชาชนทั่วไปภายใต้วงเงิน 2 แสนล้านบาทของพ.ร.ก.ที่เพิ่งประกาศใช้  โดยเห็นว่าเป็นโอกาสดีที่เราจะได้ทำและปรับปรุงโครงสร้างเหล่านี้ให้เอื้อต่อสถานการณ์และสิ่งแวดล้อมการลงทุนที่ดี และเห็นว่ามีสามสิ่งที่รัฐต้องทำทันที

ประการแรก ควรเปิดตลาด อย่าปิดกั้น ปลดล็อก DPPA และโซลาร์รูฟท็อปอย่างจริงจัง การลงทุนจะเกิดขึ้นเองโดยไม่ต้องใช้งบรัฐ หากมีสัญญาณทึ่ถูกต้องชัดเจนจากรัฐ

ประการที่สอง เปลี่ยนระบบจัดซื้อพลังงาน แทนที่จะต่อสัญญา PPA แบบเดิม ควรนำระบบประมูลแข่งขันมาใช้ เพื่อให้ราคาสะท้อนต้นทุนจริงของพลังงานหมุนเวียนในปัจจุบัน

ประการที่สาม แยกสายส่งออกจากผู้ผลิต ตราบใดที่ผู้ผลิตรายใหญ่ยังควบคุมโครงข่ายส่งไฟ การแข่งขันที่แท้จริงจะเกิดขึ้นไม่ได้ นี่คือพื้นฐานที่ทุกประเทศที่ปฏิรูปสำเร็จ ต้องทำ

ข้อโต้แย้งต่อการปฏิรูปมักอ้างความซับซ้อนทางเทคนิคและความเสี่ยงด้านความมั่นคงพลังงาน ซึ่งทุกข้ออ้างมีเหตุผลพอให้เลื่อนออกไปอีกหนึ่งวาระเสมอ แต่ฉากทัศน์ของเวียดนามพิสูจน์แล้วว่าประเทศกำลังพัฒนาสามารถเปลี่ยนโครงสร้างพลังงานได้ภายในเวลาไม่กี่ปี หากมี “เจตจำนงทางการเมืองที่ชัดเจน”

“ไทยยังพอมีเวลา แม้หน้าต่างนั้นกำลังแคบลงทุกปี ประเทศที่มีพลังงานสะอาดในราคาที่แน่นอนและตลาดเปิดกว้างจะดึงดูดการลงทุนคุณภาพสูง ประเทศที่ปกป้องโครงสร้างเดิมต่อไปจะได้แต่ค่าไฟที่แพงขึ้น นักลงทุนที่ย้ายฐาน และประชาชนที่แบกภาระหนักขึ้นทุกปี ทางเลือกมีเพียงสองทาง และเวลากำลังเดินต่อไปโดยไม่รอใคร ขอให้รัฐบาลทำสำเร็จตามความมุ่งหมายที่เลือกไว้ในบัญชีท้ายของพ.ร.ก. ฉบับนี้” กรรมการ ก.ล.ต. กล่าว