วันที่ 6 พฤษภาคม 2569 นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยความคืบหน้านโยบาย “บัตรทอง 30 บาท” ว่า กระทรวงฯ อยู่ระหว่างปรับปรุงระบบบริการให้ตอบโจทย์ประชาชนมากขึ้น โดยเฉพาะการเร่งเชื่อมโยงข้อมูลสุขภาพ และปรับวิธีการทำงานของหน่วยงานในสังกัด เพื่อให้บริการมีความรวดเร็วและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
ด้านนายแพทย์ จเด็จ ธรรมธัชอารี เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ชี้แจงกรณีมีความกังวลเรื่องโรงพยาบาลบางแห่งปรับบทบาทในระบบบัตรทอง ว่า ไม่ได้ออกจากระบบทั้งหมด แต่เป็นการปรับบางบริการเท่านั้น โดยเฉพาะหน่วยบริการประจำ (ปฐมภูมิ) หากโรงพยาบาลใดไม่รับหน้าที่ดังกล่าว สปสช. จะจัดหาหน่วยบริการอื่น เช่น ศูนย์บริการสาธารณสุข หรือคลินิกใกล้บ้าน มารองรับแทน
ทั้งนี้ ยืนยันว่าประชาชนจะไม่ถูกปล่อยให้ “ไร้หน่วยบริการ” และยังสามารถเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลเดิมได้ในรูปแบบการส่งต่อ โดยเฉพาะกรณีผู้ป่วยในยังคงเข้ารับบริการได้ตามปกติ
สำหรับกรณีที่มีการประกาศให้ผู้ป่วยไปรับประวัติการรักษา เลขาธิการ สปสช. ระบุว่า ปัจจุบันข้อมูลสุขภาพได้เชื่อมโยงในระบบอิเล็กทรอนิกส์แล้ว โดยเฉพาะในพื้นที่กรุงเทพมหานคร จึงไม่จำเป็นต้องใช้เอกสารแบบเดิม แต่หากประชาชนต้องการรับเอกสารก็สามารถดำเนินการได้
ในประเด็นระบบการจ่ายเงินค่ารักษา ปัจจุบันได้ปรับเป็น “เหมาจ่ายรายหัวล่วงหน้า” ตั้งแต่ 1 มีนาคม 2567 ซึ่งเป็นการจ่ายเงินให้หน่วยบริการล่วงหน้า แตกต่างจากระบบเดิมที่จ่ายตามบริการ (Fee Schedule) ส่งผลให้รูปแบบการบริหารจัดการของหน่วยบริการบางแห่งเปลี่ยนไป
ส่วนกระแสวิพากษ์วิจารณ์จากบางฝ่ายเกี่ยวกับปัญหางบประมาณและความล่าช้าในการจ่ายเงิน เลขาธิการ สปสช. ระบุว่า พร้อมรับฟังทุกความคิดเห็น และอยู่ระหว่างรวบรวมข้อมูลเพื่อนำมาปรับปรุง โดยยืนยันว่าระบบโดยรวมยังเดินหน้าต่อได้
ขณะที่ปัญหาการส่งต่อผู้ป่วย ยอมรับว่ายังมีบางจุดที่ต้องปรับปรุง โดยเฉพาะการใช้ “ใบส่งตัว” ซึ่งมีทั้งเพื่อการรักษาและเพื่อการเบิกจ่ายงบประมาณ ปัจจุบันได้ปรับหลักเกณฑ์ให้หน่วยบริการรับภาระค่าใช้จ่ายเบื้องต้นบางส่วน และใช้กองทุนกลางช่วยลดภาระ เพื่อลดอุปสรรคในการส่งต่อ
อย่างไรก็ตาม กระทรวงสาธารณสุขและ สปสช. ยืนยันว่า จะไม่ปล่อยให้ประชาชนได้รับผลกระทบ และจะเร่งแก้ไขปัญหาที่ค้างสะสม โดยเฉพาะในพื้นที่กรุงเทพมหานคร เพื่อให้ระบบ “บัตรทอง 30 บาท” ยังคงเป็นหลักประกันสุขภาพที่ประชาชนเข้าถึงได้อย่างต่อเนื่องและมีคุณภาพ
นอกจากนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ยังตอบคำถามสื่อมวลชนถึงการจัดทำงบประมาณล่วงหน้าปี 2570 ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง โดยยอมรับว่าปัจจัยดังกล่าวอาจส่งผลต่อ “ต้นทุนด้านสุขภาพ” โดยเฉพาะราคายาและเวชภัณฑ์ที่มีแนวโน้มผันผวน
นายพัฒนา ระบุว่า แม้ขณะนี้ยังไม่ถึงขั้นน่ากังวล แต่กระทรวงฯ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ยกระดับการเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด พร้อมนำข้อมูลการจัดซื้อย้อนหลังมาประเมิน เพื่อดูว่ามีส่วนใดสามารถบริหารงบประมาณให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น หรือสามารถกันงบสำรองไว้รองรับสถานการณ์ที่อาจรุนแรงขึ้นได้
นายพัฒนา ย้ำว่า หากในอนาคตเกิดกรณีงบประมาณไม่เพียงพอจริง กระทรวงสาธารณสุขและสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) พร้อมชี้แจงเหตุผลและเสนอของบเพิ่มเติม เพื่อให้การดูแลสุขภาพประชาชนเดินหน้าต่อไปได้ โดยบริการต้องไม่หยุด และประชาชนต้องได้รับการรักษาอย่างต่อเนื่อง
ช่วงท้ายของการให้สัมภาษณ์ เลขาธิการ สปสช. ออกมาย้ำความมั่นใจในสิทธิการรักษาพยาบาล “บัตรทอง 30 บาท” ว่ายังคงให้บริการได้ตามปกติ ไม่มีการสะดุด แม้จะมีการปรับเปลี่ยนหรือบริหารจัดการภายในระบบ พร้อมแนะนำประชาชนว่า หากพบปัญหาในการเข้ารับบริการ หรือไม่ได้รับความเป็นธรรม สามารถติดต่อสายด่วน 1330 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งจะมีเจ้าหน้าที่คอยรับเรื่องและเร่งดำเนินการแก้ไข
นอกจากนี้ ยังยืนยันว่าหน่วยบริการทั่วประเทศยังคงรองรับผู้ใช้สิทธิได้อย่างต่อเนื่อง ประชาชนสามารถเข้ารับการรักษาได้ตามสิทธิ โดยไม่ต้องกังวลเรื่องความต่อเนื่องของการรักษา

