วันที่ 5 พฤษภาคม 2569 นายสกลธี ภัททิยกุล รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เปิดเผยถึงความคืบหน้ากระบวนการคัดเลือก สมาชิกสภากรุงเทพมหานครของพรรคประชาธิปัตย์ว่า ในช่วงเวลาบ่ายวันนี้ (16.00 น. ) จะมีการประชุมคณะกรรมการบริหารพรรค ซึ่งจะอนุมัติอีก 5 เขตที่เหลือได้แก่ เขตดุสิต เขตบางนา เขตหนองแขม เขตสายไหม และเขตบางเขน โดยก่อนนี้ได้รับรองไปแล้ว 45 เขต และในวันนั้นก็จะประกาศรายชื่อบุคคลที่ผ่านคัดเลือกจากคณะกรรมการ โดยทั้ง 50 เขตที่คัดเลือกนั้น มีความหลากหลาย โดยได้ผู้สมัครที่มีตำแหน่งเป็นอดีตสมาชิกสภากรุงเทพมหานครประมาณ 13 คน ซึ่งมาจากพรรคประชาธิปัตย์ และพรรคอื่น ๆ ในขณะเดียวกันก็มีคนใหม่ที่ตนสนใจที่อยากจะให้ร่วมงานกันถือว่าเป็นการผสมผสานได้เป็นอย่างดี
ส่วนกรณีที่มีอดีตบุคคลที่ร่วมงานกับพรรคเพื่อไทยมาก่อน ได้มาร่วมงานกับทางพรรคประชาธิปัตย์นั้น นายสกลธี กล่าวว่า โดยได้รับคำบอกเล่าจากผู้สมัครคือในปีนี้ทางพรรคเพื่อไทยไม่ได้ส่งตัวแทนลงเลือกตั้ง สก. จึงทำให้บุคคลเหล่านี้ ประสานเข้ามาทางพรรค เพื่อลงสมัครในนามพรรคประชาธิปัตย์
“โดยคณะกรรมการของพรรคไม่ได้เลือกคนจองพรรคดังกล่าวมาทั้งหมด เนื่องจากคณะกรรมการ มีการคัดสรรตัวแทนลงสมัคร สก. ตามเกณฑ์ที่พรรคกำหนดคุณสมบัติไว้ อีกทั้งแนวทางการทำงานต้องสอดคล้องกับทางพรรคเพื่อที่จะสามารถเดินหน้าไปคู่กับพรรคได้เป็นอย่างดี” นายสกลธี กล่าว
นายสกลธี กล่าวต่อว่า สำหรับตนแล้วการเลือกตั้ง สก. ถือได้ว่าการแข่งขันอาจไม่เข้มข้นเท่ากับการเลือกตั้งใหญ่ จึงทำให้ในแต่ละพื้นที่ย่อมเห็นหน้าค่าตากันอยู่แล้ว และในฐานะที่ตนเคยเป็นรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครตนย่อมเห็นการทำงานของแต่ละคนอยู่แล้ว ซึ่งแต่ละคนทำงานได้ดี นอกจากนี้ การที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้กลับมาเป็นหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์อีกครั้ง ความนิยมในพื้นที่กรุงเทพมหานครย่อมมีมากขึ้น จึงทำให้ปีนี้จะมีหลายเขตที่สามารถปักธงได้มากยิ่งขึ้น
“ปีนี้พรรคประชาธิปัตย์ จะส่งบุคคลผู้เข้าชิงตำแหน่งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร จะสามารถเปิดตัวได้ในช่วงกลางเดือนนี้อย่างแน่นอน” นายสกลธี กล่าว
สำหรับคุณสมบัติของผู้ลงชิงตำแหน่งผู้ว่าฯ กทม. ของพรรคประชาธิปัตย์นั้น นายสกลธีกล่าวว่า ผู้ลงชิงตำแหน่งฯ จะต้องมีประสบการณ์ทางการเมือง ประสบการณ์ด้านการเป็นผู้บริหารงานภาคเอกชน และประสานงานกับบุคคลอื่นได้เป็นอย่างดี อีกทั้งยังต้องเป็นบุคคลที่สามารถประสานงานกับรัฐบาลได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อประสานให้รัฐบาลเข้ามาช่วยแก้ไขปัญหาในกรุงเทพฯ ซึ่งบุคคลที่จะเข้าชิงผู้ว่าฯในสังกัดพรรคประชาธิปัตย์ถือว่าเหมาะสมและตอบโจทย์เป็นอย่างยิ่ง
อย่างไรก็ตาม สำหรับแนวทางการเฟ้นหาผู้ลงสมัครตำแหน่งผู้ว่าฯ ของพรรคนั้น ทางพรรคได้ใช้เวลาทาบทามและพูดคุย 2-4 เดือน โดยทาบทามมา 7 คน แต่บุคคลที่ได้คัดเลือกมามีลักษณะที่ตอบโจทย์มากที่สุด
ส่วนกรณีของผู้ว่าฯ กทม. คนปัจจุบัน ถือเป็นคู่แข่งที่น่ากลัวหรือไม่ นายสกลธี บอกว่า ก็ถือว่าเป็นคู่แข่งที่น่ากลัว เนื่องจากประชาชนชื่นชอบในการทำงาน แต่จากที่ตนทำการบ้านมาผลงานของผู้ว่าฯคนปัจจุบัน ตลอด 4 ปี ก็ยังมีจุดอ่อนที่ต้องปรับปรุง
“หากพูดถึงข้อเปรียบเทียบ ผมมองว่าการทำงานในสังกัดอิสระย่อมสามารถทำงานได้โดยอิสระไม่ได้อยู่ภายใต้พรรคการเมืองมาตีกรอบ แต่ถ้าลงในนามพรรคการเมืองก็อาจจะมีกรอบทางนโยบายพรรค แต่ของพรรคประชาธิปัตย์เราได้ให้อิสระในการทำงานเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว เพื่อให้ตอบโจทย์กับประชาชนได้เป็นอย่างดี” นายสกลธี กล่าว
จากแนวทางการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.ที่ผ่านมา จะสามารถนำประสบการณ์มาปรับใช้อะไรได้บ้างกับการเลือกตั้งครั้งนี้ นายสกลธี กล่าวว่า ตลอดระยะ 4 ปีที่ผ่านมาตนได้เห็นถึงสิ่งที่ขาดหายไป เช่น การติดกล้องวงจรปิด โดยตนเคยดูงบประมาณส่วนนี้ พบว่า การติดวงจรปิดในกรุงเทพฯ ยังมีน้อยเกินไปในขณะที่เมืองเซินเจิ้นของจีน มีการติดกล้องวงจรปิดมากถึง 3 ล้านตัว รวมถึง Feeder ขนส่งสาธารณะที่จะทำให้ประชาชนสามารถเดินทางได้ง่ายและสะดวกมากยิ่งขึ้น แต่งานส่วนนี้ยังไม่มีการดำเนินการเพิ่มเติมแต่อย่างใด ซึ่งตนคิดว่าประชาชนย่อมอยากเห็นงานที่สามารถพัฒนากรุงเทพฯ ให้ดียิ่งขึ้นกว่าเดิม

