ทำเนียบรัฐบาล, วันที่ 4 พ.ค. – นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลเดินหน้าปราบปรามธุรกิจ “นอมินี” อย่างจริงจัง โดยได้ยกระดับมาตรการป้องกันทั้งการเชื่อมโยงข้อมูล การขยายผลเชิงรุก และการเพิ่มความรัดกุมของกฎหมาย ควบคู่กับการนำเทคโนโลยีมาใช้วิเคราะห์และเชื่อมโยงฐานข้อมูลหน่วยงาน เพื่อคัดกรองนิติบุคคลที่มีความเสี่ยงในการดำเนินธุรกิจผิดกฎหมาย เป้าหมายสำคัญคือ การสกัดการนำสถานะนิติบุคคลไปใช้ในทางมิชอบ ทั้งการฟอกเงินและการประกอบธุรกิจผิดกฎหมาย พร้อมสร้างระบบธุรกิจที่โปร่งใสและแข่งขันได้อย่างเป็นธรรมในระยะยาว
นางสาวรัชดา กล่าวว่า ภายหลังการยกระดับปฏิบัติการตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 พบว่า ในไตรมาสแรกของปี 2569 บริษัทกลุ่มเสี่ยงนอมินีลดลงถึง 60% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ล่าสุด กรมพัฒนาธุรกิจการค้าได้รายงานผลการตรวจสอบนิติบุคคลต้องสงสัย โดยพบกรณีคนต่างด้าวถือหุ้นตั้งแต่ 50% และลักลอบประกอบธุรกิจที่อยู่ในบัญชีท้ายของพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 โดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งเข้าข่ายความผิดตามกฎหมาย เบื้องต้นพบว่า มีนิติบุคคลต่างด้าวที่เข้ามาประกอบธุรกิจในประเทศไทยโดยไม่ได้รับอนุญาต และอาจฝ่าฝืนกฎหมาย จำนวน 6,551 ราย

สำหรับความผิดตามพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับตั้งแต่ 100,000 ถึง 1,000,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และผู้ที่มีส่วนรู้เห็นหรือไม่ป้องกันการกระทำความผิด อาจถูกดำเนินคดีในฐานะผู้ร่วมกระทำความผิดด้วย
“นายกรัฐมนตรีอนุทิน เดินหน้าปฏิบัติการลุยปราบธุรกิจผิดกฎหมายทุกประเภท สแกมเมอร์-นอมินี-ทุนเทา โดยเฉพาะการปราบปรามการใช้ชื่อแทน (Nominee) มุ่งเป้าไปที่ขบวนการที่ใช้คนไทยเป็น “นอมินี” ทำธุรกรรมแทนกลุ่มทุนต่างชาติ เช่น การประกอบธุรกิจที่สงวนไว้สำหรับคนไทย การถือครองที่ดิน และธุรกิจที่มีส่วนเชื่อมโยงไปยังธุรกิจสีเทา โดยนายกรัฐมนตรีประกาศชัด “ไม่มีเคลียร์ เด็ดขาดทุกคดี” เพื่อเป็นการปกป้องผลประโยชน์เชิงเศรษฐกิจและดูแลความมั่งคงของประเทศ ทั้งนี้ ประชาชนสามารถแจ้งเบาะแสหรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมผ่าน สายด่วน 1570” โฆษกรัฐบาล ระบุ

