ช่วงฤดูร้อนทุกปีชาวบ้านมักจะเปรียบเปรยเชิงเสียดสีว่าร้อนตับแลบพอเจอบิลค่าไฟฟ้าแล้วจะหนาว แต่ปีนี้ดูเหมือนจะหนาวหนักกว่าทุกปี เพราะมีเสียงบ่นระงมว่าค่าไฟฟ้าแพงมหาโหดแถมต้องมาแบกรับภาระน้ำมันแพง เดือดร้อนกันทุกหย่อมหญ้า

ครั้นมองไปที่รายได้ของประชาชนแล้วยิ่งพาให้หวั่นใจว่าต้องอยู่กันอย่างประหยัดจริงๆ เนื่องจากธนาคารแห่งประเทศไทย แถลงตัวเลขค่าครองชีพช่วงไตรมาสแรกของปี 2569 ว่ารายได้ต่ำกว่ารายจ่าย วนมาอีกคำรบหนึ่ง หลังจากรายได้มากกว่าเพิ่งขยับนำรายจ่ายช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 2568 เท่านั้นซึ่งความเดือดร้อนจากรายจ่ายที่เพิ่มขึ้นตัวเลขที่เห็นชัดเจนคือค่าไฟฟ้าถีบตัวสูงขึ้นแบบน่าใจหาย โดยที่รัฐบาลได้เพียงแค่ขยับจะช่วยเท่านั้น แต่ยังไม่ผลักดันอะไรออกมาเป็นรูปธรรมเลย
แม้นายเอกณัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน จะผลักดันโมเดลช่วยเหลือค่าไฟฟ้า ด้วยการคิดค่าไฟอัตราก้าวหน้า ให้ผู้ใช้ไฟฟ้า 200 หน่วยแรก ค่าไฟเดิม 3.65 บาท ค่าไฟใหม่ 3 บาท 400 หน่วย ค่าไฟเดิม 4 บาท ค่าไฟใหม่ 3.60 บาท 500 หน่วย ค่าไฟเดิม 4.10 บาท ค่าไฟใหม่ 4 บาท จากนั้นจะเป็นขั้นบันไดที่ชันขึ้นเรื่อย 750 หน่วย ราคาเดิม 4.20 บาท ราคาใหม่ 4.50 บาท และ 2,000 หน่วย ราคาเดิม 4.35 บาท ราคาใหม่ 5.15 บาท ยังอยู่ในขั้นดำเนินการ แต่มีเสียงวิจารณ์ว่าแทบไม่ได้ช่วยเหลืออะไร แต่เป็นโมเดลที่ต้องการสื่อสารว่าพรรคภูมิใจไทยได้เดินตามนโยบายที่ประกาศว่าค่าไฟต่ำกว่า 3 บาท ตรงตามสโสแกนพูดแล้วทำพลัส เท่านั้น ยิ่งได้ฟังไอเดียของนายเอกณัฏ ที่จะผลักดันให้ชาวบ้านติดตั้งโซล่าเซลล์เพื่อลดค่าใช้จ่ายการใช้ไฟฟ้า โดยรัฐบาลมีนโยบายให้สถาบันการเงินปล่อยเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำให้
ชาวบ้านตั้งคำถามย้อนกลับไปว่ารัฐบาลและรัฐมนตรีว่ากระทรวงพลังงาน รู้ปัญหาความเดือดร้อนของชาวบ้านจริงหรือไม่ เพราะทุกวันนี้ชาวบ้านส่วนใหญ่รายได้ชักหน้าไม่ถึงหลังแถมมีหนี้สินติดตัวกันแทบทั้งสิ้น มนุษย์เงินเดือนหรือคนระดับกลางกว่าร้อยละ 90 ล้วนอยู่เป็นราชาเงินผ่อน บางคนนอกจากเลี้ยงดูครอบครัวตัวเองแล้วยังต้องอุปการะ พ่อ แม่ ปู่ ย่า ตา ยาย ด้วย ถ้าเดินตามไอเดียของนายเอกณัฏและรัฐบาลด้วยการกู้เงินไปติดตั้งโซล่าเซลล์ คงต้องล้มครืนไปทั้งครอบครัวแน่นอน
แม้ว่าจะพ่วงโปรโมชั่นตามมติคระกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ(กพช.)ให้การไฟฟ้าฯซื้อไฟฟ้าจากชาวบ้านที่ติดตั้งโซลาเซลล์ ราคา 2.20 บาท/หน่วย ซึ่งแนวทางนี้ชาวบ้านที่ติดโซล่าเซลล์มาก่อนและเคยขายให้การไฟฟ้านครหลวง ต่างเข็ดขี้อ่อนขี้แก่มาแล้ว เพราะหลายคนถูกยกเลิกซื้อไฟมากว่า 5 ปีแล้ว ชาวบ้านที่ถูกยกเลิกตั้งข้อสังเกตว่าเป็นเพราะรัฐบาลเผด็จการทหารในคราบพลเรือนเซ็นสัญญาซื้อไฟฟ้าจากบริษัทเอกชนที่ผูกขาดแล้วผลประโยชน์กระจายเข้ากระเป๋าพวกอินฟูเอนเซอร์ในวงการต่างๆ ทั้ง นักการเมือง ทหาร ตำรวจ ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ รวมถึงผู้บริหารสื่อมวลชนกระแสหลัก กระเป๋าตุงกันถ้วนหน้า
ขณะเดียวกันหลายฝ่ายตั้งข้อสังเกตถึงมติกพช.ว่าซื้อไฟฟ้าจากประชาชน ราคา 2.20 บาท/หน่วย แต่การไฟฟ้าฯกลับขายให้ประชาชนเกือบ 5 บาท/หน่วย ต่างกันเกือบ 3 บาท กลายเป็นกำไรเข้าการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค และการไฟฟ้านครหลวง ทั้งที่ค่าบริหารจริงแต่ 0.51 บาท/หน่วย พร้อมตั้งคำถามไปถึงนายเอกณัฏว่านโยบายซื้อไฟจากประชาชนเพื่อหากำไรเข้าการไฟฟ้าฯโดยใช้ประชาชนเป็นเครื่องมือหรือไม่ หากมองกันแบบเจาะลึกในรายละเอียดถึงผลประโยชน์แล้วประชาชนแทบจะไม่ได้อะไร นอกจากถูกการไฟฟ้าฯเอาเปรียบแล้ว ยังต้องแบกรับภาระหนี้สินที่กู้มาติดตั้งโซล่าเซลล์อีกต่างหาก
ออกจึงอดอนุมานไม่ได้ว่ารัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล มีอำนาจแบบเบ็ดเสร็จ มีทั้งสภาสูง สภาล่าง องค์กรอิสระ แถมมีกลุ่มผู้กุมอำนาจและกลุ่มอนุรักษ์นิยมชั้นแนวหน้าอุ้มชูอยู่ บริหารประเทศแบบไม่เห็นหัวชาวบ้านตั้งแต่ระดับกลางถึงรากหญ้าเลย
ถ้าหากรัฐบาลนายอนุทิน เห็นหัวชาวบ้านจริง การแก้ปัญหาราคาค่าไฟฟ้าแพงจะเป็นบทพิสูจน์ ที่สามารถทำได้ทันที เพียงแค่นายอนุทิน นั่งหัวโต๊ะให้นายเอกณัฏ ประสานกลุ่มนายทุนที่เซ็นสัญญาแบบผูกขาดขายไฟฟ้าให้รัฐ ประชุมร่วมกับการไฟฟ้าฝ่ายผลิต การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค และการไฟฟ้านครหลวง โดยนำสัญญามากางแล้วถกแนวทางหาช่องลดราคาขายให้กับการไฟฟ้าฯทั้ง 3 แห่ง ผลดีจะไปตกกับประชาชนได้ใช้ไฟฟ้าราคาถูก แต่ที่ไม่ดำเนินการเพราะรัฐบาลอยู่ในอาการหงอนายทุนมากกว่าแคร์ประชาชน และบางบริษัทที่ขายไฟฟ้าให้รัฐเป็นเครือญาติของรัฐมนตรีแถมเป็นนายทุนพรรคอีกต่างหาก
ดังนั้นชาวบ้านธรรมดาอย่างพวกเราอย่าไปคาดหวังว่ารัฐบาลจะมีความจริงใจในการบรรเทาความเดือดร้อนที่กำลังเผชิญอยู่ให้ เพราะต่างเห็นแนวทางการบริหารแล้วว่า เน้นโยนภาระมากกว่าการแก้ปัญหา เพื่อรอดวิกฤตครั้งนี้หนทางเดียวคือช่วยตัวเองและเน้นประหยัดเท่านั้น !!!


