“จรูญเกียรติ” โต้เดือด เซียนพระร้องถูกขู่ทวงหนี้ ลั่นสู้ตามข้อเท็จจริง จ่อฟ้องกลับยันไม่เคยเรียกเจรจาเอง ปัดรับคอมมิชชั่น 30% แฉขบวนการตุ๋นพระ เสียหายพุ่ง 5 พันล้าน

113

เมื่อเวลา 15.00 น. วันที่ 5 พ.ค. ที่กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รอง ผบช.ก. เปิดเผยถึงกรณีเซียนพระชื่อดังทำหนังสือร้องเรียนไปยังสำนักงานตำรวจแห่งชาติ อ้างว่าถูกข่มขู่ให้ชำระหนี้ ว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างพิจารณาว่าข้อกล่าวหาดังกล่าวเป็นไปตามข้อเท็จจริงหรือไม่ หรือเข้าข่ายทำให้ตนได้รับความเสียหาย เนื่องจากอยู่ในช่วงใกล้วาระการแต่งตั้งประจำปี 2569

ทั้งนี้ ตนเตรียมปรึกษาฝ่ายกฎหมายเพื่อพิจารณาดำเนินการฟ้องกลับ อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่าเป็นสิทธิ์ของคู่กรณี พร้อมย้ำว่าที่ผ่านมาไม่ต้องการตอบโต้และพยายามหลีกเลี่ยงความขัดแย้ง โดยยืนยันว่าจะยืนหยัดสู้ตามข้อเท็จจริงและความถูกต้อง

พล.ต.ต.จรูญเกียรติ กล่าวต่อว่า จุดเริ่มต้นของคดีเกิดขึ้นตั้งแต่ต้นปี 2568 เมื่อ น.ส.ดรณ์ เทียนถาวรวงษ์ หรือ “ไฮโซเก่ง” เข้ามาร้องขอความเป็นธรรม หลังถูกกลุ่มเซียนพระรวม 9 ราย รวมถึง “โทน บางแค” หลอกลวงซื้อขายพระเครื่อง สร้างความเสียหายกว่า 2,000 ล้านบาทโดยพฤติการณ์ของขบวนการดังกล่าว จะใช้วิธีทำทีขอเช่าพระเครื่องมูลค่าสูง พร้อมวางเช็คค้ำประกัน ก่อนจะมีอีกกลุ่มเข้ามาเสนอราคาที่สูงกว่า และใช้เช็คค้ำประกันเช่นกัน จากนั้นทั้งสองฝ่ายจะแกล้งทะเลาะกัน และกดดันให้ผู้เสียหายนำพระไปจำนำในวงเงินที่สูงขึ้น จนเหยื่อต้องนำเงินไปไถ่ถอนเพราะเกรงว่าจะสูญเสียทรัพย์สิน

จากการตรวจสอบพบว่ากลุ่มดังกล่าวมีพฤติกรรมลักษณะเดียวกันกับผู้เสียหายหลายราย รวมมูลค่าความเสียหายพุ่งสูงกว่า 5,000 ล้านบาท ขณะนี้พนักงานสอบสวน กก.2 บก.ป. ได้แจ้งข้อหาร่วมกันฉ้อโกงแล้ว 3 ราย หนึ่งในนั้นคือนายโทน

ส่วนกรณีที่เป็นกระแสข่าวเกี่ยวกับความขัดแย้งระหว่างตนกับนายโทน พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ยืนยันว่าเป็นคนละประเด็น และไม่ขอชี้แจงรายละเอียด โดยให้ผู้เสียหายพร้อมทนายความเป็นผู้แถลงข้อเท็จจริงในวันที่ 6 พ.ค. นี้ พร้อมกันนี้ ยืนยันชัดเจนว่า ข้อกล่าวหาที่ว่าตนรับค่าคอมมิชชั่นในการทวงหนี้ 30% ไม่เป็นความจริง และเหตุการณ์วันที่ 17 เมษายน ไม่ได้เป็นฝ่ายเรียกนายโทนมาเจรจา แต่นายโทนเป็นผู้ประสานเข้ามาเอง เพื่อให้ตนทำหน้าที่เป็นคนกลางในการไกล่เกลี่ย

“ผมไม่ได้บังคับหรือขู่เข็ญใคร และไม่เคยพูดว่า ‘ถ้าไม่พร้อมคุย ก็เดินออกไปได้เลย’ แต่พูดว่า ‘ถ้าไม่พร้อมคุยก็กลับได้เลย’ เพื่อให้เป็นไปด้วยความสมัครใจ” พล.ต.ต.จรูญเกียรติ กล่าว

รอง ผบช.ก. กล่าวอีกว่า การเจรจาในวันดังกล่าวไม่สามารถหาข้อยุติได้ เนื่องจากนายโทนอ้างว่าไม่มีทรัพย์สิน แต่จากการตรวจสอบพบว่ายังมีทรัพย์สินรวมกว่า 60 ล้านบาท ต่อมาเมื่อวันที่ 24 เมษายน ทนายของนายโทนได้นำกระเป๋าแบรนด์เนม 5-6 ใบ และทะเบียนรถหรูมาเสนอ แต่มีมูลค่าต่ำกว่ายอดเช็คค้ำประกัน จึงไม่สามารถตกลงกันได้

นอกจากนี้ รองผบช.ก.ยังระบุด้วยว่าไม่ทราบว่านายโทนรับงานจากบุคคลใดหรือไม่ แต่ยืนยันว่าพยานหลักฐานของตำรวจไม่สอดคล้องกับคำกล่าวอ้างของนายโทน พร้อมฝากเตือนประชาชนว่า หากพบกลุ่มบุคคลลักษณะดังกล่าวให้ระมัดระวัง โดยเปรียบเปรยว่า “ถ้าเจองูกับเซียนพระกลุ่มนี้ ให้ตีเซียนพระก่อน เพราะเป็นเซียนกระดาษเปล่า”

ท้ายที่สุด พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ระบุว่า ยังมีข้อเท็จจริงอีกหลายประเด็น แต่ไม่ต้องการเปิดเผยเองเพื่อหลีกเลี่ยงข้อครหาความไม่เป็นกลาง โดยจะให้ผู้เสียหายเป็นผู้ชี้แจงทั้งหมด คาดว่าจะมีการแถลงรายละเอียดเพิ่มเติมในวันที่ 6 พ.ค. นี้