จากกรณีเหตุการณ์สะเทือนขวัญ ไรเดอร์แอปพลิเคชัน Bolt พานักเรียนหญิงเลยจุดหมายจนเด็กต้องกระโดดรถหนีตายเพื่อเอาตัวรอด โดยอ้างเหตุผลว่าผู้โดยสารปักหมุดผิดและไม่วนกลับมาช่วยเพราะการจราจรติดขัดนั้น เหตุการณ์นี้ได้กลายเป็นฟางเส้นสุดท้ายที่ทำให้หน่วยงานภาครัฐต้องยกระดับมาตรการควบคุมแพลตฟอร์มรับส่งผู้โดยสารอย่างเข้มข้น
ล่าสุดวันนี้ 29 เมษายน 2569 นายพัชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม หรือ ดีอี เปิดเผยว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเป็นสิ่งที่ “ไม่ควรเกิดขึ้น” และสะท้อนถึงความล้มเหลวในการบริหารจัดการความเสี่ยงของแพลตฟอร์ม Bolt แม้ที่ผ่านมา กระทรวงดีอี และกระทรวงคมนาคมจะให้โอกาสด้วยการขยายเวลาจดแจ้งให้ถูกต้องจนถึงวันที่ 31 มีนาคม ที่ผ่านมา แต่ผลปรากฏว่าแพลตฟอร์มกลับไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขที่ตกลงไว้ แพลตฟอร์มต้องมีความรับผิดชอบต่อสังคม ต้องทำกฎหมายให้ถูก คัดกรองคนที่ไม่มีใบขับขี่สาธารณะออกให้หมด ไม่ใช่มานั่งทำโปรแกรมบ้า ๆ บอ ๆ
นายสรพงศ์ ไพฑูรย์พงษ์ อธิบดีกรมการขนส่ง เปิดเผยเพิ่มเติมอีกว่า นับตั้งแต่ปี 2565 มีการจับกุมผู้ขับขี่รถสาธารณะผ่านแอปพลิเคชันที่กระทำผิดกฎหมายรวม 6,776 ราย โดยในจำนวนนี้เป็นผู้ขับขี่จากแอปพลิเคชัน Bolt สูงถึง 2,193 ราย หรือคิดเป็น 1 ใน 3 ของยอดรวมทั้งหมด ซึ่งส่วนใหญ่ไม่มีใบอนุญาตขับรถสาธารณะและไม่นำรถเข้าสู่ระบบตามกฎหมาย
มาตรการ “คาดโทษ” และการบังคับใช้กฎหมาย ภาครัฐได้ยื่นคำขาดต่อผู้ให้บริการแอปพลิเคชัน โดยเฉพาะแอปฯ ที่ยังมีสถิติการกระทำผิดสูง ดังนี้:
Bolt ใบอนุญาตประกอบธุรกิจของ Bolt จะหมดอายุลงในสิ้นเดือนพฤษภาคม 2569 หากยังไม่มีการยกระดับระบบตรวจสอบ (KYC) และการคัดกรองไรเดอร์ที่โปร่งใส จะไม่มีการพิจารณาต่ออายุให้ หากภายในระยะเวลาที่เหลือ แพลตฟอร์มยังไม่สามารถยกระดับระบบการตรวจสอบ (KYC) และการคัดกรองผู้ขับขี่ให้มีความปลอดภัยและโปร่งใสตามมาตรฐานที่รัฐกำหนด จะไม่มีการพิจารณาต่อใบอนุญาตให้
ขั้นตอนการเตือน กรมฯ จะเริ่มส่งหนังสือแจ้งเตือนครั้งที่ 1 และ 2 ไปยังผู้ขับขี่ที่ลงทะเบียนไว้แต่ยังทำผิดกฎหมาย หากยังเพิกเฉยจะดำเนินคดีขั้นสูงสุดรวมถึงตัวแพลตฟอร์มด้วย
แม้จะมีการตกลงมาตรการความปลอดภัยกันในช่วงต้นปี แต่สถิติความผิดของ Bolt ในช่วง 4 เดือนแรกของปีนี้ (มกราคม-เมษายน) ยังคงไม่ลดลง ปัญหาหลัก ผู้ขับขี่ส่วนใหญ่ไม่มีใบอนุญาตขับรถสาธารณะ และไม่นำรถเข้าสู่ระบบการจดแจ้งตามกฎหมาย (รย.17 และ รย.18)
ขณะที่ นายชัยชนะ มิตรพันธ์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) กล่าวว่า กรณีเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในบริการ Ride Sharing สะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นในการ “ยกระดับความเข้มข้นของการกำกับดูแลและการบังคับใช้กฎหมาย” เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ใช้บริการ ETDA ในฐานะหน่วยงานกำกับดูแลแพลตฟอร์มดิจิทัล ภายใต้กฎหมาย DPS ไม่ได้นิ่งนอนใจ ที่ผ่านมาได้มีการดำเนินงานแบบคู่ขนาน ทั้งการดำเนินงานตามกฎหมายอย่างจริงจัง รวมไปถึงการหารือร่วมกับ กรมการขนส่งทางบกและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง โดยในส่วนของผู้ให้บริการแพลตฟอร์ม Ride Sharing ได้มีการเชิญผู้ให้บริการเข้าหารือเพื่อกำชับถึงการดำเนินงานและการให้บริการให้สอดคล้องกับ “ประกาศคณะกรรมการธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (คธอ.) เรื่อง การดำเนินการอื่นสำหรับผู้ประกอบธุรกิจแพลตฟอร์มบริการรถโดยสารสาธารณะ หรือ ประกาศ Ride Sharing Platform” ที่มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 31 มีนาคม 2569
ทั้งนี้ จากการติดตามพบว่า บางแพลตฟอร์มยังมีมาตรการตรวจสอบที่ “ไม่เข้มข้นเพียงพอ” ตามที่ประกาศกำหนด โดยเฉพาะในเรื่องการยืนยันตัวตนของผู้ขับ ETDA จึงได้สั่งการให้ แพลตฟอร์มดิจิทัลในฐานะผู้ให้บริการ เร่งยกระดับกระบวนการดังกล่าวให้รัดกุมมากขึ้น เช่น การยืนยันตัวตนผู้ขับให้เป็นบุคคลเดียวกับที่ลงทะเบียนในทุกครั้งที่ให้บริการ เพื่อป้องกันการสวมรอยบัญชีผู้ขับ และการใช้รถผิดประเภท หรือต้องเป็นรถและผู้ขับที่จด รย.17 รย.18 ตามข้อบังคับของ กรมการขนส่งทางบก
จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่ได้นิ่งนอนใจ โดยทาง ETDA ได้มีหนังสือเรียกให้ผู้ให้บริการ เข้าชี้แจงข้อเท็จจริง พร้อมให้เร่งมาตรการเร่งด่วน ได้แก่ การระงับบัญชีผู้ขับที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ และการแจ้งเตือนไปยังแพลตฟอร์มอื่นเพื่อตรวจสอบและป้องกันไม่ให้ผู้ขับรายดังกล่าวไปให้บริการในระบบอื่น รวมถึงให้เร่งปรับปรุงระบบการคัดกรองและยืนยันตัวตนให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่ ประกาศ Ride Sharing Platform กำหนด
หากเจ้าหน้าหน้าที่ตรวจสอบแล้วพบว่า แพลตฟอร์มไม่ปฏิบัติตามประกาศ เช่น ปล่อยให้มีผู้ขับที่ใช้รถผิดประเภท ไม่มีใบอนุญาตขับขี่สาธารณะ หรือไม่เป็นไปตามเงื่อนไขที่กำหนด อาจนำไปสู่การออกคำสั่ง “ห้ามประกอบธุรกิจ” และหากไม่แก้ไขภายใน 90 วัน อาจถูก “ถอนการรับแจ้ง” และเข้าสู่กระบวนการทางกฎหมายหากยังคงให้บริการต่อไป
ETDA ย้ำว่า บทบาทสำคัญของหน่วยงาน คือ การปฏิบัติหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนด การกำกับดูแลให้แพลตฟอร์มมีระบบบริหารจัดการความเสี่ยงที่เหมาะสม โดยเฉพาะการตรวจสอบและยืนยันตัวตนของผู้ให้บริการ ซึ่งเป็นหนึ่งในหัวใจสำคัญของความปลอดภัยในระบบ Ride Sharing
ความคืบหน้าการจับกุมเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน. หนองแขม สามารถติดตามจับกุมตัวผู้ก่อเหตุได้อย่างรวดเร็วในเช้าวันรุ่งขึ้นหลังจากได้รับแจ้งเหตุ
ข้อกล่าวหาและบทลงโทษเบื้องต้นพนักงานสอบสวนได้แจ้งข้อกล่าวหาแก่ผู้ต้องหา 2 ข้อหาหลัก ดังนี้:
หน่วงเหนี่ยวกักขัง: การกระทำที่ทำให้ผู้อื่นปราศจากเสรีภาพในร่างกาย มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท
พรากผู้เยาว์: การพรากผู้เยาว์อายุกว่า 15 ปี แต่ยังไม่เกิน 18 ปี ไปเสียจากบิดามารดาหรือผู้ปกครอง มีโทษจำคุกตั้งแต่ 2 ปี ถึง 10 ปี และปรับตั้งแต่ 40,000 บาท ถึง 200,000 บาท
นายณัฐดนย์ สุขศิริฐานันท์ ผู้จัดการทั่วไป โบลท์ประเทศไทย ได้ชี้แจงว่า “Bolt” ได้บล็อกผู้ขับขี่ไปแล้ว 40,000 ราย พร้อมปรับปรุงหลังเกิดเคสไรเดอร์ลวงนักเรียน ไม่ยอมส่งบ้าน นักเรียนโดยหนีจากรถจนบาดเจ็บ นอกจากนี้ Bolt มีการให้เงินรางวัล (Incentive) สูงสุด 2,000 บาท สำหรับผู้ขับขี่ที่จดทะเบียนถูกต้องเพื่อจูงใจให้เข้าสู่ระบบ
“ยืนยันว่า Bolt เป็นเพียงคนกลางเชื่อมโยงผู้ใช้ ไม่ได้อยู่ในสถานะนายจ้างที่ควบคุมผู้ขับขี่ได้ทั้งหมด”

