กรุงเทพฯ, วันที่ 22 เม.ย. – ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เปิดเผยถึงรายงานจาก National Oceanic and Atmospheric Administration (NOAA) ฉบับเดือนเมษายน 2026 ที่ชี้ว่าโลกมีแนวโน้มที่จะเข้าสู่สภาวะเอลนีโญตั้งแต่ช่วง พ.ค. 2026 และจะเข้าสู่ภาวะซูเปอร์เอลนีโญช่วง ส.ค. ถึง ปลายปี 2026 ซึ่งอาจส่งผลให้ไทยเผชิญกับภัยร้อนและแล้งจัด โดยคาดการณ์ว่าปริมาณฝนในปีนี้จะอยู่ที่ 1,479 มิลลิเมตร ลดลงจากปีก่อนราว 18.6% ที่ 1,816 มิลลิเมตร และปัญหาฝุ่นพิษ PM2.5 จากหมอกควันข้ามพรมแดนอาจรุนแรงขึ้น โดยเฉพาะภาคใต้ ในช่วง ก.ค. – ก.ย. 2026
ภาวะซูเปอร์เอลนีโญกระทบต่อภาคธุรกิจไทย อาทิ 1) ภาคการเกษตร โดยเฉพาะการปลูกข้าว อ้อย และมันสำปะหลัง ซึ่งเป็นพืชที่พึ่งพาน้ำสูง 2) ภาคการผลิตอาจเสี่ยงขาดแคลนน้ำในกระบวนการผลิต และ 3) โรงแรมและที่พักอาจได้รับผลกระทบเพิ่มเติมจากปัญหาฝุ่นควัน ซึ่งทำให้นักท่องเที่ยวลดการเดินทางและกิจกรรมกลางแจ้ง
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เปิดเผยถึงรายงานจาก National Oceanic and Atmospheric Administration (NOAA) ฉบับเดือนเมษายน 2026 ที่ชี้ว่าโลกมีแนวโน้มที่จะเข้าสู่สภาวะเอลนีโญตั้งแต่ช่วง พ.ค. 2026 และจะเข้าสู่ภาวะซูเปอร์เอลนีโญช่วง ส.ค. ถึง ปลายปี 2026 ซึ่งอาจส่งผลให้ไทยเผชิญกับภัยร้อนและแล้งจัด โดยคาดการณ์ว่าปริมาณฝนในปีนี้จะอยู่ที่ 1,479 มิลลิเมตร ลดลงจากปีก่อนราว 18.6% ที่ 1,816 มิลลิเมตร และปัญหาฝุ่นพิษ PM2.5 จากหมอกควันข้ามพรมแดนอาจรุนแรงขึ้น โดยเฉพาะภาคใต้ ในช่วง ก.ค. – ก.ย. 2026
ภาวะซูเปอร์เอลนีโญกระทบต่อภาคธุรกิจไทย อาทิ 1) ภาคการเกษตร โดยเฉพาะการปลูกข้าว อ้อย และมันสำปะหลัง ซึ่งเป็นพืชที่พึ่งพาน้ำสูง 2) ภาคการผลิตอาจเสี่ยงขาดแคลนน้ำในกระบวนการผลิต และ 3) โรงแรมและที่พักอาจได้รับผลกระทบเพิ่มเติมจากปัญหาฝุ่นควัน ซึ่งทำให้นักท่องเที่ยวลดการเดินทางและกิจกรรมกลางแจ้ง
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย แนะนำว่าภาคธุรกิจควรต้องเตรียมรับมือให้พร้อมกับภา
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย แนะนำว่าภาคธุรกิจควรต้องเตรียมรับมือให้พร้อมกับภาวะดังกล่าว โดยเริ่มจากลดการใช้น้ำที่ไม่จำเป็น เพื่อให้มีน้ำพอใช้ต่อเนื่อง วางแผนสต็อกน้ำให้เพียงพอสำหรับการอุปโภค เพื่อไม่ให้การดำเนินธุรกิจหยุดชะงัก รวมถึงวางระบบรีไซเคิลน้ำ เพื่อนำน้ำกลับมาใช้ซ้ำ

