“ทนายรองฯโจ๊ก”แถลงโต้คลิปเสียงสินบนทองคำ ชี้อำนาจสอบสวนอาจขัดรัฐธรรมนูญ – กัน “พ.ต.อ.ภาคภูมิ”เข้าฟัง

166

ทนายความ “พล.ต.อ. สุรเชษฐ์” ตั้งข้อสงสัยคลิปเสียงคดีสินบนทองคำ 246 บาท อาจเข้าข่าย AI ปลอมเสียง พร้อมชี้อำนาจสอบสวนของตำรวจอาจไม่ชอบด้วยกฎหมาย ย้ำต้องเป็นไปตามขั้นตอนรัฐธรรมนูญ

วันนี้ (21 เม.ย. 2569) นายสัญญาภัชระ สามารถ ทนายความของ พล.ต.อ. สุรเชษฐ์ หักพาล อดีตรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ แถลงข่าวตอบโต้กรณีสำนักงานตำรวจแห่งชาติเปิดเผยคลิปเสียงในคดีติดสินบนทองคำ 246 บาท ที่โรงแรมย่านอโศก กรุงเทพมหานคร ก่อนเริ่มแถลงข่าว ทีมทนายได้ชี้แจงกรณี พ.ต.อ. ภาคภูมิ พิศมัย อดีตลูกน้องคนสนิท ขอเข้าร่วมรับฟัง โดยระบุว่าเป็น “คู่กรณีโดยตรง” และการแถลงครั้งนี้เป็นกิจกรรมส่วนตัว จึงไม่อนุญาตให้เข้าร่วม รวมถึงขอความร่วมมือไม่ให้เจ้าหน้าที่ตำรวจที่ไม่เกี่ยวข้องอยู่ในห้อง เพื่อป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้น

นายสัญญาภัชระ ย้ำว่า การแถลงครั้งนี้ไม่ได้มีเจตนาพาดพิงองค์กรตำรวจ แต่เป็นการทำหน้าที่ทนายเพื่อชี้แจงข้อกฎหมายให้สังคมเข้าใจตรงกัน พร้อมตั้งข้อสังเกตถึงการแถลงข่าวของตำรวจเมื่อวันที่ 18 เม.ย. ว่าอาจทำให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อน ในประเด็นข้อกฎหมาย ทีมทนายระบุว่า คดีที่เกี่ยวข้องกับคณะกรรมการ ป.ป.ช. ต้องดำเนินการตามขั้นตอนเฉพาะที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ ปี 2560 มาตรา 236-237 ซึ่งกำหนดให้มีคณะผู้ไต่สวนอิสระที่แต่งตั้งโดยประธานศาลฎีกาเท่านั้น ไม่ใช่อำนาจของพนักงานสอบสวนทั่วไป พร้อมอ้างอิงคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2689/2560 และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ยืนยันว่า พนักงานสอบสวนไม่มีอำนาจดำเนินคดีกับกรรมการ ป.ป.ช. ดังนั้นการสอบสวนของกองบังคับการ ปปป. อาจเข้าข่ายไม่ชอบด้วยกฎหมาย นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 16 เม.ย. ที่ผ่านมา พล.ต.อ. สุรเชษฐ์ ได้ยื่นหนังสือร้องขอความเป็นธรรมต่ออัยการ เพื่อคัดค้านสำนวนคดีดังกล่าวแล้ว

สำหรับประเด็นคลิปเสียง ทีมกฎหมายตั้งข้อสังเกตว่า เทคโนโลยี AI Voice Cloning และ Deepfake ในปัจจุบันสามารถปลอมแปลงเสียงได้แนบเนียน อีกทั้งหากคลิปได้มาจากการดักฟัง ก็อาจผิดกฎหมายและไม่สามารถใช้เป็นพยานหลักฐานได้ พร้อมยังตั้งคำถามถึงความเหมาะสมในการเปิดเผยข้อมูลคดีต่อสาธารณะ โดยเฉพาะกรณีที่อาจกระทบต่อสิทธิของผู้ถูกกล่าวหา และย้ำหลักการว่าผู้ต้องหายังถือเป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่าจะมีคำพิพากษาถึงที่สุด

ขณะเดียวกัน ยังหยิบยกโพสต์ของ พ.ต.อ. ภาคภูมิ ที่มีนัยถึงการรับรู้ล่วงหน้าเกี่ยวกับการแถลงข่าวของตำรวจ พร้อมตั้งข้อสงสัยถึงแหล่งที่มาของข้อมูล และความเป็นไปได้ในการเปิดเผยสำนวนคดี ซึ่งอาจขัดต่อระเบียบของสำนักงานตำรวจแห่งชาติเอง