ศูนย์ACSC เปิดปฏิบัติการ “ปัดกวาดบ้านหนองจาน ล้างโกดังทหารเขมรเถื่อน” ฟอกเงินให้แก๊งคอลเซ็นเตอร์ พบหลอกลวงผู้เสียหายในประเทศไทยกว่า 400 ราย เสียหายรวม 55 ล้านบาท

เมื่อวันที่ 20 เม.ย. พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผบช.ก. สั่งการ พล.ต.ต.พัฒนศักดิ์ บุบผาสุวรรณ ผบก.ป. พ.ต.อ.เนติวิทย์ ธนาสิทธิ์นิติกุล ผกก.2 บก.ป. เจ้าหน้าที่ตำรวจ บก.ทล. และเจ้าหน้าที่ตำรวจศูนย์ ACSC นำกำลังจับกุม นายวัชระ อายุ 34 ปี, นายวัชรพงศ์ฯ อายุ 23 ปี, นายคมสันต์ฯ อายุ 31 ปี ,นายบูรณ์พิภพฯ อายุ 28 ปี, น.ส.กัลยาณีฯ อายุ 23 ปี, น.ส.ฐิติทรัพย์ฯ อายุ 32 ปี ,นายบรรดาฯ อายุ 46 ปี และ นายไพรัชฯ อายุ 23 ปี ตามหมายจับศาลอาญา ข้อหา “มีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรม ข้ามชาติ, เป็นอั้งยี่, เป็นซ่องโจร, สบคบกันฟอกเงินและร่วมกันฟอกเงิน, ร่วมกันเป็นธุระจัดหา โฆษณา เพื่อให้มีการซื้อขาย ให้เช่า หรือให้ยืม บัญชีเงินฝากบัตรอิเล็กทรอนิกส์เพื่อใช้ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี”
ได้ในพื้นที่ จ.เชียงราย, ขอนแก่น,หนองคาย, กรุงเทพฯ, ชลบุรี,ร้อยเอ็ด และ ปทุมธานี

สืบเนื่องจากศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) ภายใต้การอำนวยการ พล.ต.อ.ธนา ชูวงศ์ รอง ผบ.ตร./ผอ.ศปอส.ตร. และ พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผู้ช่วย ผบ.ตร./รอง ผอ.ศปอส.ตร. สืบสวนสอบสวนทราบว่า กลุ่มผู้ต้องหาเป็นบัญชีม้าเกี่ยวข้องกับเครือข่ายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ในพื้นที่บริเวณบ้านหนองจาน จ.สระแก้ว (พื้นที่พิพาท ไทย-กัมพูชา) จึงได้สั่งการให้ กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง สืบสวนสอบสวน รวบรวมพยานหลักฐาน เพื่อดำเนินคดีกับบุคคลที่เกี่ยวข้อง

จากการตรวจสอบพบพยานหลักฐานสำคัญน่าเชื่อได้ว่า บริเวณที่มีพิกัดการใช้งานบัญชีม้าข้างต้นมีลักษณะเป็นโกดัง มีรั้วรอบขอบชิด ตั้งแต่พื้นที่บ้านหนองจาน โดยมีนายทหารยศพันเอกของกัมพูชาและครอบครัวเป็นเจ้าของโดยให้กลุ่มชาวจีนและกลุ่มคนไทยเช่าพื้นที่โกดังดังกล่าวเพื่อใช้เป็นออฟฟิศในการทำธุรกรรมทางการเงิน โดยจัดหาคนไทยพร้อมบัญชีธนาคารทำหน้าที่สแกนหน้าใช้งานแอปพลิเคชันธนาคารเพื่อรับโอนเงินที่ได้มาจากการหลอกลวงทางออนไลน์ จากนั้นยักย้าย หมุนเวียนเงินไปยังบัญชีม้าอื่น ๆ เพื่อให้ยากต่อการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ท้ายที่สุดจะนำเงินดังกล่าวแจกจ่ายแบ่งผลประโยชน์กันในขบวนการ
ต่อมาพบข้อมูลว่าบัญชีม้าที่มีพิกัดการใช้งานบริเวณดังกล่าวมีจำนวน 195 บัญชี ที่มีการใช้งานในช่วงเดือน ส.ค. – ต.ค.2568 พบว่ามีใช้หลอกลวงผู้เสียหายในประเทศไทยกว่า 400 ราย คิดเป็นมูลค่าความเสียหายรวมประมาณ 55 ล้านบาท ซึ่งมีทั้งการหลอกลวงประเภท หลอกให้ลงทุน หลอกให้โอนเงินเพื่อทำกิจกรรมรับของรางวัล หลอกขมขู่เพื่อทำให้หวาดกลัวเป็นต้น ซึ่งถือได้ว่าขบวนการที่โกดังดังกล่าว ทำหน้าที่เกี่ยวกับธุรกรรมทางการเงินของแก๊งคอลเซ็นเตอร์และเครือข่ายอาชญากรรมทางเทคโนโลยีอื่น ๆ

นอกจากนี้พบว่าแผนประทุษกรรมของขบวนการกลุ่มนี้คือทำหน้าที่หาเหยื่อที่สนใจอยากหางานทำจากกลุ่มหรือเพจที่สร้างขึ้นมา หรือเพจสาธารณะทั่วไป เมื่อมีเหยื่อหลงกล ก็จะติดต่อพูดคุยเพื่อตรวจสอบว่าเหยื่อมีบัญชีและแอปพลิเคชันธนาคารพร้อมใช้งานเป็นบัญชีม้าหรือไม่ จากนั้นกลุ่มผู้ต้องหาที่ทำหน้าที่ขับรถจะมารับเหยื่อเพื่อพาข้ามชายแดนไปยังประเทศเพื่อนบ้านโดยผิดกฎหมาย จากนั้นกลุ่มเหยื่อจะถูกนำตัวมาไว้ที่พักคอยในเมืองปอยเปต เพื่อส่งต่อไปโกดังในพื้นที่บ้านหนองจาน โดยจะให้พักอาศัยอยู่ภายในโกดังห้ามออกไปนอกพื้นที่ เมื่อกลุ่มผู้ต้องหาที่เป็นแอดมินที่ควบคุมอยู่ในโกดังต้องการโอนเงินของบัญชีม้ารายใด ก็จะเรียกเหยื่อเจ้าของบัญชีม้าไปสแกนหน้าใช้งานแอปพลิเคชันธนาคาร โดยกลุ่มเหยื่อจะอยู่ในโกดังจนกระทั่งบัญชีถูกอายัดหรือใช้งานไม่ได้ จากนั้นก็จะถูกส่งกลับประเทศไทย หรือถูกส่งไปขายต่อยังสถานที่อื่นในประเทศเพื่อนบ้าน

จากนั้นเจ้าหน้าที่ได้รวบรวมพยานหลักฐาน ขออนุมัติศาลอาญาออกหมายจับกลุ่มผู้ต้องหาในขบวนการดังกล่าว จำนวน 15 ราย แบ่งเป็นกลุ่มบอส 4 ราย (นายทหารชาวกัมพูชาและครอบครัว 3 ราย, คนไทย 1 ราย), กลุ่มเจ้าหน้าที่แอดมิน 7 ราย, กลุ่มลักลอบขนคนข้ามแดน 4 ราย กระทั่งนำกำลังเข้าทำการจับกุมผู้ต้องหาได้จำนวนทั้งสิ้น 8 ราย อยู่ระหว่างติดตามจับกุม 7 ราย
จากการสอบสวนผู้ต้องหา ทั้งหมดให้การซักทอดไปถึงกลุ่มบอสและผู้ร่วมขบวนการอีกหลายราย จึงนำตัวส่งพนักงานสอบสวน กก.2 บก.ป. ดำเนินคดีตามกฎหมายพร้อมขยายผลเพื่อนำตัวผู้ร่วมขบวนการรายอื่นต่อไป

