รวยไม่ไหวแล้ว! คือสโลแกนของนายกรัฐมนตรี ที่มีความสามารถในการดึงบ้านใหญ่มาพลัสให้ชนะการเลือกตั้ง โดยมีกลไกมหาดไทยเป็นกุญแจสำคัญในการไปควบคุมกำกับดูแลหน่วยเลือกตั้งต่าง ๆทั่วประเทศ เรื่องแบบนี้เขาเก่งมากเรายอมรับในการคำนวนดีไซน์ หรือ ฉอกระบบจนชนะ เหมือนที่ทำกับ สว.มาแล้ว

แต่เอาจริงๆ เรื่องต่อไปนี้คือเรื่องใหญ่ เพราะมันคือความกระทบต่อชีวิตประจำวัน ตอนนี้เดินไปกินข้าวร้านข้างทางที่ไหน เริ่มชิงปรับราคาไปกันหลายแห่งแล้ว ขึ้น5บาท10บาทกันเป็นว่าเล่น เรายังไม่เห็นการเทคแอ๊คชั่นใดๆ จากภาครัฐที่จริงจังเข้มข้น นายกฯยังชิลๆ ไปพูดเล่นมุก “ถุยบนเวที ” รัฐมนตรียังจ้างช่างภาพไปถ่ายรูปสร้างคอนเท้นท์ตามอีเว้นต์ต่าง ๆ = การทำงานแล้ว? ขืนเป็นแบบนี้ต่อไป ประชาชนได้ตายทั้งเป็นเพิ่มแน่ๆ
เราเห็นว่ารัฐบาลอาจแก้ปัญด้วยการมีคนละครึ่งพลัสแล้วพลัสอีก เพื่อบรรเทาปัญหาแบบเฉพาะหน้าให้ประชาชนชั่วคราว แต่ไม่อาจแก้ปัญหาข้างต้นได้เลย ยังไงเสีย พอหมดเวลาของคนละครึ่งประชาชนก็ยังคงจ่ายของแพงขึ้นเหมือนเดิมอยู่ดี ยาหอมอาจได้ดมได้ แต่รักษาโรคไม่หาย เรากลับไม่เห็นการพยายามไปควบคุมต้นทุนหรือขอความร่วมมือจากบรรดาเสี่ยๆเจ้าสัว ที่เราไปเปิดดูผลประกาบการพวกนี้เอาแต่รวยขึ้น ประชาชนมีแต่จนลงเมื่อเงินในกระเป๋าเขาไม่เหลือ เอาง่ายๆแค่บรรดาธนาคารไปค้นข้อมูลดูพบว่า กำไรธนาคารพาณิชย์ในประเทศไทยภาพรวมปี 2568 (11 แห่ง) รวมประมาณ 265,396-265,414 ล้านบาท !! เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้า 3.6% โดย KBANK (ธนาคารกสิกรไทย) ครองแชมป์กำไรสูงสุดต่อเนื่องที่ 49,604 ล้านบาท
ตามด้วย KTB (กรุงไทย) และ SCB (เอสซีบี เอกซ์) แม้ภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนชัดว่า ประชาชนฉิบหายส่งแบงก์ส่งบัตรเครดิต หนี้แบกไว้จนตัวตาย ไหนค่าใช้จ่ายเเลี้ยงดูพ่อแม่ ค่าเทอมลูก ทุกคนมีภาระต้นทุนและทางเลือกในชีวิตที่จำกัดจำเขี่ยมาก ๆ SMES ผู้ประกอบการ ยังถูกปัญหาสินค้าปลอมจากจีนมาระบาดแย่งชิงพื้นที่คนไทยหมดอาชีพต้องปิดตัวปิดตายกัน รัฐก็ยังไม่แอ๊คชั่นอะไร เรามีรัฐบาลเหมือนมีตามกลไกตามกระดาษคำสั่งว่าให้มีแต่ไร้น้ำยา ความรวยไม่ไหวแล้วจึงเกิดแก่นายทุนการเมือง เครือข่ายสีเทาทั้งในและนอกประเทศ
รัฐบาลที่ดีแต่ทำนโยบายลูบหน้าปะจมูก ตัวเลขหนี้สาธารณะประเทศไทย ณ เดือนเมษายน 2569 อยู่ที่ประมาณ 65-66% ของ GDP หรือกว่า 12.45 ล้านล้านบาท เพดานที่กฎหมายกำหนดไว้อยู่ที่ 70% โดยหนี้ส่วนใหญ่เป็นหนี้ภายในประเทศมากกว่า 99% มีภาระในบัตรคนจนเพิ่มทุกปี ส่วนพวกเสียภาษีก็ไม่ได้อะไร ในสิทธิต่างๆ ประเทศเราจะอยู่สุดทางของความไม่พอดีแบบนี้ไปถึงเมื่อไหร่กัน มีกูรูบางฝ่ายตั้งประเด็นว่า นี่อาจไม่ใช่ช่วงเวลาที่เหมาะสมในการกระตุ้นเศรษฐกิจ แบบระยะสั้นอย่างคนละครึ่ง เพราะประชาชนจำนวนมาก “ไม่เหลือกำลังจับจ่าย” การให้ควักเงินจ่ายครึ่งหนึ่ง อาจยิ่งเพิ่มภาระมากกว่าจะช่วยบรรเทา จึงเสนอว่า รัฐควรเน้น “การแจกเงินโดยตรง” เพื่อเยียวยา มากกว่าการกระตุ้นการใช้จ่าย ให้เกาให้ถูกที่คันกว่านี้
ประเทศเรามีหนี้สาธารณะไทยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา จากประมาณ 4.9 ล้านล้านบาทในปี 2555 สู่ระดับกว่า 11-12 ล้านล้านบาทในปัจจุบัน แม้จะยังอยู่ในกรอบวินัยการคลัง แต่การกู้ยืมที่สูงขึ้นส่งผลต่อความสามารถในการชำระหนี้ในอนาคต ลูกหลานเราจะต้องทำงานใช้หนี้ เช็ดขี้นจากผู้บริหารยุคนี้และก่อนหน้าได้สร้างภาระเอาไว้
อย่างที่กล่าวไปในบทความก่อนว่า ที่ผ่านมา ความเจ็บปวดทางเศรษฐกิจเพิ่งเริ่มเกิดเท่านั้น ตลอดทั้งปีเราจะเจอกับอะไรอีกสารพัดที่จะมาซ้ำเติมปัญหา
แต่คนที่รอดอีกฝ่ายนึงคือ “ราชการไทย” เมื่อเราเข้าไปดูไส้ในพบว่าปัญหารัฐราชการไทย (Bureaucratic State) คือโครงสร้างที่ใหญ่โต รวมศูนย์อำนาจไว้ที่ส่วนกลาง ซับซ้อน และไร้ประสิทธิภาพ ทำงานล่าช้า เต็มไปด้วยกฎระเบียบที่กดทับประชาชนและท้องถิ่น ขาดความโปร่งใสและมักทุจริตคอร์รัปชัน ทำให้ไม่ตอบโจทย์การพัฒนาประเทศในยุคใหม่ และขาดความเชื่อมั่นจากประชาชนกำลังคนภาครัฐไทยมีรวมกว่า 3 ล้านอัตรา (ข้อมูลปี 2566-2567) แบ่งเป็นข้าราชการประมาณ 1.75 ล้านคน และบุคลากรประเภทอื่น (ลูกจ้าง, พนักงานราชการ) อีกกว่า 1.2 ล้านคน งบประมาณรายจ่ายด้านบุคลากรภาครัฐของไทยปี 2568 สูงกว่า 8 แสนล้านบาท และเมื่อรวมสวัสดิการ บำนาญ และค่ารักษาพยาบาลแล้ว พบว่าค่าใช้จ่ายบุคลากรรวมสูงถึง 1.2 ล้านล้านบาท ! ซึ่งคิดเป็นประมาณ 32% ของงบประมาณรายจ่ายรวมทั้งหมด และเป็นภาระค่าใช้จ่ายหลักที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่องทุก
และสัดส่วนงบประมาณด้านบุคลากรภาครัฐของไทยเมื่อเทียบกับผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) อยู่ที่ประมาณ 6% ต่อ GDP ซึ่งเป็นสัดส่วนที่สูงเมื่อเทียบกับกลุ่มประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียน เราดูและราชการดีมาก แต่นายมี นางมา อนาถาตามยถากรรม พอไปติดต่อราชการป้าแดง ลุงดำ ถูกด่า ถูกตวาดเพราะการบริการที่ไม่ไเด้เรื่อง เสียเวลาไปทั้งสันเพื่อรอการติดราชการหน่วยนึง แต่ถูกไล่ให้ไปอีกหน่วน เพราะราขการที่ซ้ำซ้อน ประชาชนขาดที่พึ่ง ป่านนี้น้ำท่วมหาดใหญ่เงินซ่อมบ้านยังไม่ได้ คนที่จะตายไปจากประเทศนี้คือประชาชน ถ้ายังไม่แก้ ไม่ลีนระบบ ไม่ช่วยประชาชน คนที่จะรวยไม่ไหวแล้วก็คือราชการ ไม่ว่าวิกฤตอะไรก็อยู่รอด เงินเดือนก็เพิ่ม งานก็ซ้ำซ้อน เช้าชามเย็นชาม รับคนได้ต่อเนื่อง
ส่วนคนไทยอื่นๆ ตายแน่นอนตั้งแต่คนธรรมดายันผู้ประกอบการที่ราชการเราปล่อยให้ทุนจีนทุนเทาเข้ามาครอบงำตลาด รัฐบาลมองไม่เห็นหรือปิดหูปิดตาตัวเองไม่รู้ รวย รวย รวยไม่ไหวแล้วจริงๆ บรรดา สส.รัฐบาลมีหน้าเอาเงิตไปแจกวันผู้สูงอายุ เงินมาจากไหนไม่รู้ แต่แจกเพื่อให้มาเลือก กับระบบที่พังไปแล้ว พูดได้คำเดียวไม่ต้องรอครบ4ปี คนในประเทศนี้ตายห่าหมด!ก่อนจะรวย


