เชียงใหม่, 18 เมษายน – นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (รมว.ทส.) เป็นประธานการประชุมติดตามสถานการณ์และมอบแนวทางแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละออง ณ ห้องประชุมอุทยานแห่งชาติศรีลานนา จังหวัดเชียงใหม่ โดยมีนายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการเฝ้าระวัง ควบคุมไฟป่า และหมอกควัน ในพื้นที่ 14 กลุ่มป่า พร้อมคณะผู้บริหารระดับสูงจากกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และกระทรวงมหาดไทย รวมถึงรองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่และผู้แทนจากหลายจังหวัดทั่วประเทศเข้าร่วม การประชุมครั้งนี้จัดขึ้นในรูปแบบ Hybrid เพื่อให้เกิดความเป็นเอกภาพในการสั่งการและปฏิบัติงานทั่วประเทศ
รมว.ทส. ได้กล่าวเน้นย้ำถึงความห่วงใยต่อเจ้าหน้าที่ภาคสนามที่ปฏิบัติงานอย่างหนักในการแก้ปัญหาไฟป่าและฝุ่นควันภาคเหนือ ซึ่งปีนี้เผชิญกับสภาวะแห้งแล้งจัดและฝนทิ้งช่วง ท่านได้ชื่นชมการทำงานเชิงรุกของเจ้าหน้าที่ที่เสียสละกินนอนในป่าเพื่อดับไฟ โดยบูรณาการร่วมกับกระทรวงมหาดไทยและภาคประชาชนอย่างใกล้ชิด พร้อมแสดงความเสียใจต่อครอบครัวของผู้สูญเสียจากการปฏิบัติหน้าที่ และให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ทุกคน

นายสุชาติ กล่าวว่า รัฐบาลมุ่งมั่นที่จะแก้ปัญหานี้ให้เป็นวาระแห่งชาติ โดยเน้นการทำงานแบบบูรณาการร่วมกับภาคส่วนต่าง ๆ เช่นเดียวกับกรณีของกรุงเทพมหานครที่เคยเผชิญวิกฤต PM 2.5 อย่างรุนแรง ซึ่งสามารถแก้ไขได้ถูกทางผ่านมาตรการต่าง ๆ สำหรับพื้นที่ภาคเหนือมีปัจจัยเพิ่มเติมคือปัญหาไฟป่าที่เกิดจากทั้งในประเทศและปัญหาหมอกควันข้ามแดน โดยเฉพาะจุดความร้อนจากประเทศเมียนมาที่บางครั้งมีจำนวนสูงกว่าไทยและพัดเข้าสู่พื้นที่เชียงใหม่และเชียงราย ซึ่งกรมควบคุมมลพิษได้เร่งประสานความร่วมมือกับเมียนมาและลาวเพื่อช่วยกันลดจุดความร้อนเหล่านี้อย่างเร่งด่วน
รมว.ทส. ยอมรับว่าในปีนี้มีข้อจำกัดเรื่องงบประมาณเนื่องจากเป็นช่วงรอยต่อของรัฐบาลรักษาการ แต่ปัจจุบันรัฐบาลมีอำนาจเต็มแล้ว จึงกำลังเร่งดำเนินการจัดสรรงบประมาณสนับสนุนหน่วยงานที่ตกค้าง ทั้งในส่วนของกลาโหม มหาดไทย และภาคชุมชน โดยมีการนำงบประมาณจากรายได้การท่องเที่ยวในภาคใต้มาช่วยสนับสนุนการทำงานในภาคเหนือเพื่อความเท่าเทียม ท่านยังได้ขอความร่วมมือจากผู้นำท้องถิ่นและฝ่ายปกครองในการกำชับกำนันผู้ใหญ่บ้านให้ช่วยสืบหาข่าวกลุ่มผู้ที่ลักลอบเผาป่าเพื่อหาของป่า ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่สร้างความเดือดร้อนและอันตรายต่อเจ้าหน้าที่อย่างยิ่ง โดยมีเหตุการณ์สลดที่เจ้าหน้าที่ดับไฟป่าที่อุดรธานีประสบอุบัติเหตุเสียชีวิต 2 ราย และบาดเจ็บอีกหลายราย
รายงานสถานการณ์ไฟป่าและจุดความร้อน (Hotspot) ทั่วประเทศในปัจจุบันตรวจพบจุดความร้อน (Hotspot) รวม 759 จุด โดยกระจายอยู่ในป่าอนุรักษ์ 463 จุด ป่าสงวนแห่งชาติ 175 จุด และพื้นที่นอกป่า 121 จุด แม้ว่าภาพรวมจำนวนจุดความร้อนจะมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง แต่ทุกภาคส่วนยังคงร่วมมือปฏิบัติงานอย่างเข้มแข็ง โดยได้ดำเนินการปิดพื้นที่อนุรักษ์ไปแล้วรวม 204 แห่ง และมีการประกาศปิดอย่างไม่มีกำหนดในพื้นที่ที่มีสถานการณ์ไฟป่ารุนแรงอีก 6 แห่ง นอกจากนี้ยังมีการดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดไปแล้ว 24 คดี และคดีลักลอบล่าสัตว์ป่าอีก 23 คดี ซึ่งพบพฤติกรรมการเผาป่าร่วมด้วย
สำหรับสถานการณ์ฝุ่น PM 2.5 พบว่าต้นกำเนิดสำคัญมาจากจังหวัดแม่ฮ่องสอน ซึ่งกลุ่มควันได้ไหลเข้าสู่จังหวัดเชียงใหม่ แม้ว่าจำนวนจุดความร้อนและพื้นที่เผาไหม้จะเริ่มลดลง แต่สภาพอากาศที่ปิดและการระบายอากาศที่ไม่ดีส่งผลให้ยังคงมีหมอกควันสะสมอยู่เป็นจำนวนมาก โดยจังหวัดที่มีสถิติการเผาป่าสูง ได้แก่ แม่ฮ่องสอน, กาญจนบุรี, เชียงใหม่, ตาก, น่าน, อุตรดิตถ์, ลำปาง, พะเยา, ชัยภูมิ และเชียงราย

ด้านนายอรรถพล กล่าวว่า อุปสรรคสำคัญในปีนี้คือสภาวะความแห้งแล้งที่เกิดขึ้นพร้อมกันในหลายจังหวัด ส่งผลให้เชื้อเพลิงในป่าแห้งตัวและเกิดไฟไหม้กระจายตัวเป็นวงกว้างในเวลาเดียวกัน กรมอุทยานได้เน้นย้ำให้ทุกหน่วยงานชี้แจงแก่ประชาชนถึงมาตรการประกาศปิดป่า ซึ่งหมายถึงการห้ามบุคคลใดบุคคลหนึ่งเข้าไปในเขตพื้นที่ป่าอนุรักษ์และป่าสงวนตามกฎหมาย เว้นแต่บุคคลหรือชุมชนที่ผ่านการคัดกรองและลงทะเบียนเพื่อเข้าเก็บหาของป่าในพื้นที่และเวลาที่ผ่อนปรนให้เท่านั้น หากพื้นที่ใดพบความเสียหายจากไฟป่าลุกลามอย่างหนักถึงร้อยละ 70-80 จะจำเป็นต้องประกาศปิดป่าถาวรจนกว่าธรรมชาติจะฟื้นฟู
นอกจากนี้ กรมอุทยานได้สั่งการให้หัวหน้าพื้นที่ป่าอนุรักษ์นำแนวทาง “เชียงดาวโมเดล” มาใช้เป็นต้นแบบในการจัดทำแผนปฏิบัติการร่วมกับชุมชน โดยครอบคลุมทั้งแผนการป้องกัน แผนบริหารจัดการเชื้อเพลิงก่อนฤดูไฟ แผนเผชิญเหตุ แผนการใช้ประโยชน์พื้นที่ และแผนฟื้นฟูป่าหลังเกิดไฟไหม้ ซึ่งแผนการดำเนินงานทั้งหมดนี้จะถูกรวบรวมเข้าสู่ระบบราชการเพื่อบรรจุเป็นแผนงบประมาณบูรณาการในปี 2569 และ 2570 เพื่อให้การจัดการไฟป่าในอนาคตมีประสิทธิภาพและเหมาะสมกับสภาพพื้นที่อย่างยั่งยืนต่อไป

นายสุชาติ กล่าวเพิ่มเติมว่า ช่วงบ่ายวันจันทร์ที่จะถึงนี้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี จะเดินทางมายังจังหวัดเชียงใหม่เพื่อบัญชาการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าและผลักดันการแก้ปัญหา PM 2.5 ให้เห็นผลเป็นรูปธรรม จึงขอให้อธิบดีกรมอุทยาน และกรมป่าไม้ เร่งทำโมเดลการทำงานร่วมกับชุมชนเพื่อให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการดูแลรักษาป่าและใช้ประโยชน์อย่างสมดุล โดยยึดถือประโยชน์ของพี่น้องประชาชนเป็นสำคัญและมุ่งสู่การแก้ปัญหาที่ยั่งยืนต่อไป ทั้งนี้ขอให้ประชาสัมพันธ์จังหวัดช่วยสื่อสารความจริงใจและความตั้งใจจริงของภาครัฐให้ประชาชนได้รับทราบ อย่าให้ประเด็นเรื่องไฟป่าและมลพิษถูกนำไปบิดเบือนเป็นเรื่องการเมือง ซึ่งจะทำให้ภาพพจน์การทำงานเสียหาย

