ขออนุมานเอาว่าเป็นของขวัญเทศกาลสงกรานต์หรือปีใหม่ ที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมาดไทย มอบให้คนไทยด้วยการนั่งกุมบังเหียน ปราบปรามทุจริต ยาเสพติด การค้ามนุษย์ การกระทำความผิดออนไลน์ และอาชญากรรมข้ามชาติ ด้วยตัวเอง

ถือว่าเป็นความกล้าหาญของนายอนุทินที่แบกรับจัดการกับปัญหาที่เปรียบเสมือนมะเร็งร้ายที่กัดกร่อนประเทศมาอย่างยาวนาน เพราะที่ผ่านมาเกือบ 20 ปี ไม่มีนายกรัฐมนตรีคนไหนกล้าที่จะรับผิดชอบแบบตรงๆ แม้แต่ในยุคเผด็จการทหารมีอำนาจเต็มมือแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด มาพร้อมกับสโลแกนรัฐบาลปราบโกง ภายใต้การของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หรือพล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ยังไม่กล้าประกาศที่จะขอรับผิดชอบโดยตรงเลย
สาเหตุที่นายอนุทิน ออกโรงขอรับผิดชอบโดยตรง น่าจะมาจากกรณีการจัดลำดับคะแนนดัชนีการรับรู้การการทุจริตให้ไทยแค่ 33 คะแนน อยู่ในลำดับที่ 146 จาก 182 ประเทศ และอยู่ในลำดับที่ 8 จองอาเซียน ถือว่าอยู่ในลำดับท้ายๆของภูมิภาคและของโลก เพราะนายอนุทินถึงกับบอกว่า”ในฐานะคนไทยเป็นเรื่องที่น่าอาย ปัญหาการทุจริตทำให้ไทยถูกลดความสำคัญลง ไปเจรจาการค้าหรือพูดคุยกับใครในระดับประเทศ ถ้าเขารู้สึกว่าประเทศนี้ขี้โกง คุยกับคนขี้โกงอยู่ ไม่มีวันที่เราจะมีโอกาสต่อรองหรือเจรจาอะไรที่จะทำให้เราได้เปรียบง่าย ..”
ถือเป็นภารกิจที่ยากจะทำให้บรรลุเป้าหมายได้ เพราะที่ผ่านมาเป็นเพียงแค่ราคาคุยมากกว่าที่จะปราบปรามอย่างจริงจัง เพราะถ้ารัฐบาลแต่ละชุดเอาจริงดัชนีโกงของประเทศคงไม่ดิ่งเหวถึงขั้นที่หลายประเทศไม่อยากมาลงทุนด้วย
แต่สำหรับนายอนุทินน่าไม่มีปัญหาและไม่ใช่โจทย์ยากที่จะแก้ไม่ได้อย่างแน่นอน เพราะองคาพยพแห่งอำนาจล้วนแต่เกื้อหนุนให้นายอนุทินทั้งสิ้น ไล่ตั้งแต่ รัฐสภา มีส.ส.เป็นเสียงข้างมาก วุฒิสภามีส.ว.พร้อมที่จะยืนเคียงข้างถึง 138 คนจาก 200 คน องค์อิสระ อาทิ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) และศาลรัฐธรรมนูญ เป็นต้น ผู้ดำรงตำแหน่งในองค์อิสระเหล่านี้ ส่วนใหญ่ผ่านเห็นความเห็นชอบจากส.ว.ชุดนี้มาแทบทั้งสิ้น
ขณะเดียวกันมีกลุ่มผู้กุมอำนาจและกลุ่มอนุรักษ์นิยมระดับนำของประเทศ เป็นแนวร่วมสำคัญที่ให้การอุ้มชูอยู่ด้วย ทั้งสองกลุ่มล้วนแต่เกลียดชังการทุจริต ยาเสพติด และธุรกิจสีเทาทุกรูปแบบอยู่แล้วการเข้ามานั่งกุมบังเหียนในภารกิจนี้นอกจากนายอนุทินจะได้ใจคนไทยทั้งประเทศไปแบบเต็มๆแล้วยังได้แรงหนุนจากชนชั้นของประเทศอีกด้วย เพราะเป็นที่ทราบกันดีว่าถ้ารัฐบาลชุดไหนโกงหรือทุจริต แรงผลักอันสำคัญในการจัดการ ล้วนมาจากการจุดประกายของชนชั้นนำแทบทั้งสิ้น
ดังนั้นเมื่อมองถึงองค์ประกอบโดยรวมแล้ว นายอนุทินน่าจะผลักดันให้ภารกิจนี้บรรลุเป้าหมายได้ไม่ยาก แต่ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับนายอนุทินกล้าพอที่จะประกาศให้หน่วยงานต่างๆที่เกี่ยวข้องการการปราบปรามการทุจริต ยาเสพติด และธุรกิจสีเทา ว่าขอให้จัดการแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาดและพร้อมที่จะยืนเป็นกำแพงให้พิงหากผู้ปฏิบัติเดินหน้าแล้วเจอตอ หรือไม่ ?
ถ้านายอนุทินกล้าที่จะประกาศเชื่อว่าภารกิจนี้บรรลุเป้าหมายแน่นอน และเพื่อให้บรรลุผลเมื่อ ผู้ก่อการทุจริต ผู้ก่อการค้ายาเสพ และผู้ก่อการธุรกิจสีเทา ตกเป็นผู้ต้องหาแล้ว นายอนุทิน ต้องเปิดเกมรุกประสานกับองค์กรอิสระให้ดำเนินการเอาผิดแบบถอนรากถอนโคนในระยะเวลาอันรวดเร็ว จะส่งผลดีหลายประการ อาทิ รัฐบาลได้ผลงาน ลดโทนเสียงคุกไว้ขังคนจนให้เบาลง และได้เงินคืนแผ่นดิน เป็นต้น
ที่สำคัญถ้านายอนุทิน สามารถจัดการกับภารกิจนี้ด้วยการเอาผิดแบบทั่วถึง เสมอภาค ไม่เลือกปฏิบัติ จะเป็นการการันติว่า”ปิดชื่อถือพฤติกรรมพลัส”มีอยู่จริง จะเป็นแรงส่งอันสำคัญให้นายอนุทินนั่งบนบัลลังก์ประมุขฝ่ายบริการจนครบเทอมและอาจจะนั่งต่อสมัยที่ 3 ได้อย่างสบาย
ดังนั้นเพื่อให้ความคาดหวังของประชาชนเป็นจริง เร็วๆนี้ คงได้เห็นนายอนุทิน พร้อมทีมงานยืนแถลงผลการจับกุมไอ้โมงงาบน้ำมัน แบบครบวงจรทั้งผู้ปฏิบัติ ผู้บงการและผู้รับผลประโยชน์ พร้อมแถลงผลการจับกุมแก๊งติดสินบน 40 ล้าน ที่นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม คุยไว้ตั้งแต่รัฐบาลหนู 1 ถ้าสองปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นจริงจะสมราคา”พูดแล้วทำพลัส”แต่ถ้าไม่เกิด”พูดแล้วลืมทำพลัส””จะมาแทนที่ !!!


