บช.ปส. ปิดล้อมชุมชนริมคลองพระโขนง จับผู้ค้ารายย่อย เดินหน้า “ชุมชนปลอดภัย” เผยดำเนินการแล้ว 5 ชุมชน ปชช.ได้ประโยชน์ 3.5 พันคน

2

กรุงเทพฯ, วันที่ 17 ก.ค. – ตามนโยบายของรัฐบาลและสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) ภายใต้การนำของ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร., พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร./ ผอ.ศอ.ปส.ตร., พล.ต.อ.สมประสงค์ เย็นท้วม ที่ปรึกษาพิเศษ ตร., พล.ต.ท.กฤษฎา กาญจนอลงกรณ์ ผู้ช่วย ผบ.ตร./รอง ผอ.ศอ.ปส.ตร. ที่กำหนดให้การแก้ไขปัญหายาเสพติดเป็นวาระสำคัญของชาติที่ต้องดำเนินการอย่างเร่งด่วน เนื่องจากส่งผลกระทบต่อความเดือดร้อนและความปลอดภัยของประชาชน กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด พล.ต.ท.อาชยน ไกรทอง ผู้บัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด (ผบช.ปส.) ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญในการสร้างภูมิคุ้มกันที่เข้มแข็งจากภายในชุมชน จึงได้ริเริ่ม “โครงการชุมชนปลอดภัย ได้ลูกหลานกลับคืน” โดยมุ่งเน้นผลสัมฤทธิ์ให้ประชาชนรู้สึกปลอดภัย ลดความหวาดกลัว และสร้างความยั่งยืนด้วยกลไก “ประชารัฐ”

กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด (บช.ปส.) ได้ขับเคลื่อนโครงการ “ชุมชนปลอดภัย ได้ลูกหลานกลับคืน” เพื่อบูรณาการการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดในระดับชุมชน โดยมุ่งเสริมสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชนในการเฝ้าระวังและป้องกันปัญหายาเสพติด พร้อมทั้งพัฒนาเครือข่ายภาคประชาชนให้เป็นกำลังสำคัญในการแจ้งเบาะแสผู้ค้ายาเสพติด และเฝ้าระวังบุคคลกลุ่มเสี่ยง เพื่อป้องกันมิให้เด็กและเยาวชนเข้าไปเกี่ยวข้องกับยาเสพติด

นอกจากนี้ บช.ปส.ได้บูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐ ภาคีเครือข่าย และผู้นำชุมชน ดำเนินการปรับปรุงสภาพแวดล้อมภายในชุมชน อาทิ การติดตั้งไฟส่องสว่าง การติดตั้งกล้องโทรทัศน์วงจรปิด (CCTV) ตลอดจนการเสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างเจ้าหน้าที่ตำรวจกับประชาชน เพื่อยกระดับความปลอดภัย ลดโอกาสการเกิดอาชญากรรม และสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ประชาชน  ซึ่งได้รับความร่วมมือและการตอบรับจากประชาชนในพื้นที่เป็นอย่างดียิ่ง

โดยตั้งแต่ห้วง ธ.ค.2568 เป็นต้นมา บช.ปส. ได้ดำเนินโครงการทั่วประเทศแล้ว 5 ชุมชน 726 ครัวเรือน ประชาชนได้รับประโยชน์กว่า 3,500 คน ติดตั้งกล้องวงจรปิด 36 จุด ไฟส่องสว่าง 40 จุด จับผู้ค้ารายย่อยและผู้เสพในชุมชนได้กว่า 60 ราย  แม้ผลการดำเนินโครงการในหลายพื้นที่จะประสบผลสำเร็จ แต่ยังคงพบการแพร่ระบาดของ ยาเสพติดในบางชุมชนอย่างต่อเนื่อง บช.ปส. จึงได้ดำเนินงานเชิงรุก ภายใต้โครงการ

“ชุมชนปลอดภัย” โดยบูรณาการกำลังร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดำเนินมาตรการปิดล้อม ตรวจค้นพื้นที่แพร่ระบาดยาเสพติดและพื้นที่ แหล่งพักยา ควบคู่กับการทำงานร่วมกับผู้นำชุมชนและภาคประชาชน เพื่อป้องกันมิให้เครือข่ายยาเสพติดกลับเข้ามาแพร่ระบาดในพื้นที่อีก อันเป็นการสร้างความปลอดภัยและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างยั่งยืน

ล่าสุด วันนี้ (17) เวลา พล.ต.ท.อาชยน พร้อมด้วย พล.ต.ต.สมบูรณ์  เทียนขาว, พล.ต.ต.พรศักดิ์ สุรสิทธิ์, พล.ต.ต.ธนรัชต์  สอนกล้า, พล.ต.ต.วรพจน์ ดิษยบุตร รอง ผบช.ปส., พล.ต.ต.นพสิทธิ์ มิตรภักดี ผบก.ปส.1  และภาคีเครือข่าย ได้แก่ บช.น., สำนักงาน ป.ป.ส., DSI, กทม. และ ศรภ. ร่วมแถลงผลการจับกุมผู้ค้ายาเสพติดในชุมชนริมคลองพระโขนง สามารถจับกุมผู้ต้องหาได้จำนวน 3 ราย พร้อมตรวจยึดของกลางยาไอซ์ น้ำหนัก 3.3 กรัม และลงตรวจพื้นที่ชุมชนเพิ่มเติม พร้อมมอบ  เครื่องอุปโภคบริโภคที่จำเป็นแก่ผู้ป่วยติดเตียงและผู้สูงอายุเปราะบาง จำนวน 19 ราย เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและสร้างขวัญกำลังใจแก่ประชาชน

พล.ต.ท.อาชยน กล่าวว่า โครงการ “ชุมชนปลอดภัย” เป็นการต่อยอดจากโครงการ “ชุมชนปลอดภัย ได้ลูกหลานกลับคืน” โดยขยายผลการบูรณาการความร่วมมือระหว่างเจ้าหน้าที่ตำรวจ หน่วยงานภาครัฐ ภาคีเครือข่าย และประชาชน ไปยังพื้นที่ที่ยังคงมีการแพร่ระบาดของยาเสพติด เพื่อยกระดับมาตรการเชิงรุกในการป้องกัน ปราบปราม และสกัดกั้นเครือข่ายยาเสพติด พร้อมสร้างกลไกการมีส่วนร่วมของประชาชนให้สามารถเฝ้าระวังและป้องกันปัญหาได้อย่างยั่งยืน

“เป้าหมายของเราไม่ใช่เพียงการจับกุมผู้กระทำความผิดมาดำเนินคดีตามกฎหมาย แต่คือการรักษาพื้นที่ปลอดภัยให้คงอยู่กับประชาชนในระยะยาว ทำให้ชุมชนสามารถลุกขึ้นมาปกป้องบ้านของตนเอง เด็กและเยาวชนเติบโตในสภาพแวดล้อมที่ปลอดจากยาเสพติด และประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืน นี่คือหัวใจสำคัญของโครงการ ‘ชุมชนปลอดภัย’ และเป็นเป้าหมายที่ บช.ปส. จะเดินหน้าขับเคลื่อนอย่างต่อเนื่อง” ผบช.ปส. กล่าว

สำนักงานตำรวจแห่งชาติขอเชิญชวนประชาชนทุกภาคส่วนร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการปกป้องลูกหลานและชุมชนของตนเองจากภัยยาเสพติด เพราะการแก้ไขปัญหาดังกล่าวมิใช่หน้าที่ของเจ้าหน้าที่เพียงฝ่ายเดียว หากแต่เป็นภารกิจร่วมกันของทุกภาคส่วนในสังคม หากพบเห็นหรือมีเบาะแสเกี่ยวกับยาเสพติด สามารถแจ้งข้อมูลได้ที่สายด่วน 191 สถานีตำรวจในพื้นที่ หรือสายด่วนศูนย์รับแจ้งเหตุยาเสพติด 1599 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง โดยข้อมูลของผู้แจ้งจะได้รับการเก็บรักษาเป็นความลับอย่างเคร่งครัด