Bad joke ที่หมดไปแล้วไม่ใช่แค่น้ำมัน แต่มันคือ ความเชื่อมั่นในรัฐบาล…แบบนี้

240

ไม่ใช่ความบังเอิญ และ ก็เป็นความ Bad joke หรือ ตลกร้าย ไม่ใช่มุกตลก แต่เป็น “ความเครียด ในประเด็นละเอียดอ่อน ความเป็นอยู่ประชาชน ปากท้อง แต่ก็สะเทือนใจไปพร้อม ๆ กัน นั่นคือ พวกเราดันมี “รัฐมนตรี” ในเวลานี้ที่มี”ความเกี่ยวข้องกับวงการน้ำมัน” อย่างยากที่จะปฏิเสธอย่างน้อย ๆ ถึง 2 ท่าน

ท่านนึงเจ้าของปั๊มดังอักษรย่อภาษาอังกฤษ 2 ตัว อีกท่านอดีตซีอีโอบริษัทอันดับต้นๆที่ทุกคนนึกถึงเรื่องน้ำมัน ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นในวันที่ประชาชนไปปั๊มไหนเจอ “ป้ายหมด” เจอการต่อคิว เจอภาวะไม่ปกติ ราวกับบ้านเมืองเรามีสงคราม ขัดกับสิ่งที่ท่านนายกฯ ออกมาแสดงความมั่นใจเชื่อเมื่อในช่วงแรกเสมอว่า มีสต็อกยาวนานรวมๆตัวเลขแล้วทะลุ 120วัน มีมาตรการรองรับ จัดหาน้ำมันจากแหล่งอื่นๆ ที่ไม่ใชการพึ่งพาขนมาจากแหล่งที่มีปัญหาสงครามในเวลานี้เพียงเท่านั้น


ฟังดูแล้วก็อาจจะเคลิ้มได้ แต่ในความเป็นจริงเหมือนหนังคนละม้วน เหมือนผู้กำกับไม่รู้ศักยภาพตัวเองและเนื้อหาข้อมู,ที่ตัวเองมี เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นคือความโกลาหล วุ่นวาย กระทบกันเป็นลูกโซ่ ในกรุงเทพอาจจะเจอเสียงบ่นน้อยคือมีปัญหาบ้าง แต่ในต่างจังหวัดคือ “หนัก” หลายคนรู้ดีว่าสถานการณ์แบบนี้ “มีกลิ่นแปลก ๆ ” ไม่ปกติ มีคนปูดมาว่า “มีไอ้โม่ง” ที่ทำให้เกิดความวุ่นวาย มีบางส่วนกั๊ก มีการกักตุน

แต่วันก่อน ฯพณฯ “นายกฯ อนุทิน”เพิ่งจะกล่าวด้วยความมาดมั่นว่า “ไม่มีไอ้โม่งกักตุน” ย้ำไทยไม่ขาดแคลนน้ำมัน แต่ประชาชนกังวลกันเองจนกักตุน! พบปริมาณการใช้เพิ่มขึ้นกว่า 10 ล้านลิตรต่อวัน ได้สั่งการกระทรวงพลังงาน จัดการปัญหาต่อ ก็ในเมื่อหาโจรไม่เจอ โจรไม่มี แต่ประชาชนที่โทษได้ง่ายที่สุดเลยเอ่ยคำนี้ออกมา

ถ้าถามว่าถ้าขุดสาเหตุลึก ๆ น่าจะมาจากอะไร สามารถตอบได้ในทันทีว่า เพราะประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาตามที่คอลัมน์ครุ่นคิดได้เคยเสนอไปแล้วว่า “รัฐบาลนี้” หรือรัฐมนตรีที่มาจากรัฐมนตรีนี้มี “วีรกรรม”อะไรที่ทำให้คนไม่รู้สึกเชื่อมั่น 2เหตุการณ์ใหญ่ ๆ 1 โควิดมีคนตายจำนวนมากจากการจัดสรรการรักษา ไม่มีประสิทธิภาพ คนนอนตายข้างถนน วัคซีนล่าช้ามากแทบจะที่สุดในภูมิภาคนี้ ทุกอย่างมีดิจิทัลฟรุ๊ตปริ้นบันทึกความฉิบหายวายป่วงของประวัติศาสตร์5ปีที่แล้วไว้ หรือ ไม่ต้อถึง5ปีเอาแค่4-5เดือนก่อนตอน “น้ำท่วมหาดใหญ่” ก็มีศพ มีคนนอนรอความตายรอความช่วยเหลือแค่ไหน ขนาดแค่ว่าปัญหาน้ำท่วมนี้ “สเกล”เล็กมากๆ เมื่อเทียบกับเรื่องโควิดหรือสถานการณ์น้ำมันวันนี้ ซึ่งรัฐบาลหรือคนจากพรรคนี้ก็เอาไม่อยู่

เรามาดู Bad joke อีกอันคือบรรดา สว.ที่เขาเชื่อกันว่า “มีความเชื่อมโยงกับสีน้ำเงิน” ได้พูดกลางสภาว่า “บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป จ่อขึ้นราคา” หรือ แนะประชาชน ปลูกผัก-เลี้ยงไก่-เลี้ยงปลา ดูแลตัวเองระยะยาวช่วงวิกฤตสงคราม คนพูดพูดเหมือนง่าย แต่คนพูดได้ค่าอาหารเฉลี่ยวันละ1000บาทจากภาษีประชาชน “แดกยังไงก็ไม่หมด” ถ้าท่านไม่ได้ทานคาเวียร์ หรืออะไรเลิศ ๆ แต่ประชาชนเอาแค่ขับวินมอไซด์ เป็น ไรเดอร์ คนขับแท๊กซี่ เป็นพนักงานส่งเอกสารในเมือง ต้องจ่ายน้ำมันแพงขึ้น หรือหาปั๊มยากขึ้น หรือประสบปัญหาในชีวิตมากขึ้นจากการจัดการที่ “ห่วยแตก” ของรัฐบาลมันจะกระทบไปถึงคนที่บ้านเขา คอรบครัวเขา ยังไม่นับเรื่องตามาทั้งการจ่อขึ้นราคาของวัตถุดิบ ถุงพลาสติก และราคาอาหารแพงขึ้นแน่นอน มันกระทบไปทุกภาคส่วนอย่างมิต้องสงสัย

คนที่ตายคนแรกคือ “ประชาชนตาดำ ๆ” ไม่ใช่คนใน สว.ที่ได้เงินเดือน 1 แสนบาทพร้อมสิทธิประโยชน์ไม่ใช่คนใน ครม.ที่ใช้รถตามขบวนกันเป็น10คัน ตัวผลาญทรัพยากรของชาติ โดยไม่ต้องควักอะไรแม้แต่บาทเดียว คนที่บริหารได้แย่ แต่สามารถเข้ามามีอำนาจ แล้วคนไม่มีความเชื่อมั่นถือเป็น “กรรม” ที่ต้องรับไปน้อย ๆ อีก 4ปี หรือดีไม่ดี 8 ปี+++จากระบบที่พวกคุณเซ็ทและวางกันมาเองกับมือ ใครเลือกมาก็ขอให้โชคดีแล้วกัน

ตอนนี้ที่หมดไปแล้วนอกจากน้ำมัน คือ “ความเชื่อมั่น” โดมิโน่ตัวแรกที่พัง นั่นอาจจะลามไปถคงเศรษฐกิจ ตามมาด้วยปัญหาสังคม ตามมาด้วยอาชญากรรมหรือไม่ในยุคที่น้ำมันแพง หายาก ตามมาด้วยปัญหาเศรษฐกิจมีคนจะตกงานหรือไม่ จากโดมิโน่ที่ล้มเป็นทอด ๆ นี้ แล้วพอจัดการปัญหาไม่ได้ ก็สั่งสอนให้กูปลูกผักเลี้ยงไก่ ไม่ให้ออกไปทำงานเลยหรอ เลิกสอนคนอื่นไปบอกพวกเดียวกันเองรู้จักพอบ้าง สะกดคำว่า “หน้าหนา” หน้าทนเป็นหรือไม่

อีกข่าวที่เป็นผลงพวงจากเรื่องเหล่านี้คือมีการปรับสต็อกการจ่ายยา อันเนื่องมาจากปัญหาทั้งหมด จะจ่ายยาได้ไม่เกิน2เดือน คนป่วยต้องเดินทางมารับใหม่ มีการส่งกระทบต่อโรคภัย-ชีวิตและครอบครัวเขาหรือไม่ โคตรสงสารคนตัวเล็กตัวน้อยเลยเจอรัฐบาลแบบนี้!