พลตำรวจ​ตรี​ อิทธิพล อัจฉริยะประดิษฐ์ ผู้​บังคับการ​สืบสวน​สอบสวน​ กอง​บัญชาการ​ตำรวจ​นครบาล​ (ผบก.สส.บช.น.)​ได้สั่งการให้​ พัน​ตำรวจ​เอก​ นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ และ พัน​ตำรวจ​เอก​ ธีระชัย ชำนาญหมอ รองผู้บังคับการ​สืบสวน​สอบสวน​ กอง​บัญชาการ​ตำรวจ​นครบาล​ (รอง​ผบก.สส.บช.น.)​ โดยกองกำกับการวิเคราะห์ข่าวและเครื่องมือพิเศษ ภายใต้การอำนวยการ พัน​ตำรวจ​เอก​ พรศักดิ์ เลารุจิราลัย ผู้กำกับ​การ​กอง​กำกับการ​ (ผกก.กก.)​ วิเคราะห์ข่าวและเครื่องมือพิเศษ​ฯ พร้อมด้วย​ พันตำรวจ​โท​ นพดล เจริญทรัพย์,พัน​ตำรวจ​โท​ สมรวย อินต๊ะน​ัย,พัน​ตำรวจ​โท​ ธิติพงษ์ สียา​ รองผู้กำกับการกอง​กำกับการ​ (ผกก.กก.)​ วิเคราะห์ข่าวและเครื่องมือพิเศษฯ,พัน​ตำรวจ​ตรี​ พิทักษ์ ศรีกระแจะ,ร้อยตำรวจ​เอก​ กิติพัฒน์ ใจอารีรอบ สารวัตร​กอง​กำกับการ​ (สว.กก.)​ วิเคราะห์ข่าวและเครื่องมือพิเศษ​ฯ,ร้อย​ตำรวจ​เอก​ ศราวุฒิ พิมพ์สุภาพร,ร้อยตำรวจ​เอก​ เกวิน แสงนาค,ร้อยตำรวจ​เอก​ สิทธิเดช หาญจริง ,ร้อย​ตำรวจ​โท​ พิชิต สนธิโพธิ์ รอง​สารวัตร​กอง​กำกับการ​ (รอง​สว.กก.)​ วิเคราะห์ข่าวและเครื่องมือพิเศษ​ พร้อมเจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.วิเคราะห์ข่าว และเครื่องมือพิเศษ​ กองบังคับการ​สืบสวน​สอบสวน​ กอง​บัญชาการ​ตำรวจ​นครบาล​ (บก.สส.บช.น.)

ได้ร่วมกันจับกุมตัว นายเอกลักษณ์ ชุมทอง อายุ 20 ปี อยู่บ้านเลขที่ 21/2 หมู่ 2 ถนนราษฏร์อุทิศ ซอย 3 ตำบลบ้านนา อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา ตามหมายจับศาลอาญากรุงเทพใต้ที่ จ.50/2562 ลงวันที่ 23 มกราคม 2562 โดยกล่าวหาว่า “ห้ามมิให้นักมวยรับหรือยอมจะรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดสำหรับตนเองหรือผู้อื่นเพื่อจูงใจให้นักมวยกระทำการล้มมวย”

พ.ต.อ.นพศิลป์ฯ​ กล่าวว่า​ ได้รับเรื่องร้องเรียนจากหัวหน้าค่ายสิงห์มาวินและผู้เกี่ยวข้องเพื่อให้ดำเนินการสืบสวนๆเนื่องจากเชื่อว่า ในการแข่งขันระหว่างนักมวยคือนายเอกลักษณ์ ชุมทอง หรือ ฉายาในวงการว่า “ร้อยเชิง สิงห์มาวิน” ซึ่งได้ขึ้นชกกับ “ดาว​ก.กัมปนาท” ได้ขึ้นชกเมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2561 ที่เวทีราชดำเนิน ใน ศึก ส.สมหมาย นั้น เชื่อว่ามีขบวนการล้มมวยว่าจ้างให้นักมวยล้มมวยเพื่อหาประโยชน์ในการกำหนดผลการแข่งขันดังกล่าว

ต่อมา บก.สส.บช.น.ได้ทำการตรวจสอบจากบันทึกเทปการแข่งขันและการตรวจสอบจากเทคนิค จึงได้พบว่ามีการล้มมวยในการชกไฟท์ดังกล่าวจริง​ เพราะในการชกในครั้งนั้น “ร้อยเชิง สิงห์มาวิน” หรือ นายเอกลักษณ์ฯ นั้นมีความเป็นต่อ​ คู่ต่อสู้เป็นอย่างมากแต่ต่อมากลับไม่ยอมชกและไม่มีการตอบโต้ใดๆ จนเป็นเหตุให้พ่ายแพ้ไปในการชกไฟท์ดังกล่าว

จนกระทั่งต่อมาเมื่อตรวจสอบทางเทคนิคจึงได้พบว่ามีการว่าจ้างให้ “ร้อยเชิง สิงห์มาวิน” ทำการล้มมวยจริงโดยค่าจ้างในการล้มมวยในครั้งนั้นเป็นค่าจ้างจำนวน 60,000 บาท โดยผู้ที่ว่าจ้างให้ทำการล้มมวยคือ นายวรพัทธ์ รัตน์สิรสมโภช หรือ เซียนเอก ซึ่งต้องการกระทำเพื่อกำหนดผลการแข่งขันเพื่อประโยชน์ในทางการพนันของกลุ่มตน

ส่วนนักมวยนั้นเห็นว่าเพื่อประโยชน์แห่งเงินสินบนค่าจ้างจากเซียนมวย นักมวยได้ล้มมวยโดยการแสร้งแพ้ ใช้วิธีไม่ออกอาวุธต่อสู้ จนแพ้และได้รับเงินค่าจ้างล้มมวย อันเป็นความผิดตาม พรบ.กีฬามวย พ.ศ.2542 อันเป็นความผิดตามกฏหมาย​ จึงได้รวบรวมพยานหลักฐานและได้แจ้งความร้องทุกข์ต่อ พนักงานสอบสวน​ สน.นางเลิ้ง​ เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

และต่อมา พนักงาน​สอบสวน​ สน.นางเลิ้งได้ขออนุมัติหมายจับบุคคลที่เกี่ยวข้องคือ​ นายเอกลักษณ์ ชุมทอง หรือ “ร้อยเชิง สิงห์มาวิน” ในความผิดฐาน “ห้ามมิให้นักมวยรับหรือยอมจะรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดสำหรับตนเองหรือผู้อื่นเพื่อจูงใจให้นักมวยกระทำการล้มมวย” ตามหมายจับศาลอาญากรุงเทพใต้ที่ จ.50/2562 ลงวันที่ 23 มกราคม 2562​ และนายวรพัทธ์ รัตน์สิรสมโภช หรือ “เซียนเอก” ในความผิดฐาน​ ”ผู้ใดให้ ขอให้ หรือรับว่าจะให้ทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดแก่นักมวยหรือผู้อื่น เพื่อจูงใจให้นักมวยกระทำการล้มมวย” ตามหมายจับศาลอาญากรุงเทพใต้ที่ จ.49/2562 ลงวันที่ 23 มกราคม 2562

ซึ่งต่อมานายเอกลักษณ์ ชุมทอง หรือ “ร้อยเชิง สิงห์มาวิน” ได้ติดต่อเข้ามอบตัวต่อเจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวนฯ​ และเจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวนฯ​ ได้จับกุมตามหมายจับนำส่ง พนักงานสอบสวน​ สน.นางเลิ้ง​ เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

พัน​ตำรวจ​เอก​ นพศิลป์ พูลสวัสดิ์

ทั้งนี้จากการตรวจสอบทางเทิคยังพบว่ามีขบวนการล้มมวยเช่นนี้อีกหลายไฟท์โดยขณะนี้ บก.สส.บช.น. อยู่ในระหว่างการสืบสวนรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อขยายผลจับกุมขบวนการเหล่านี้เพื่อมาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

พ.ต.อ.ธีระ​ชัย​ฯ กล่าวว่า​ ขอเรียนพี่น้องประชาชนและฝากถึงบุคคลที่เกี่ยวข้องในวงการกีฬาว่า ควรมาช่วยกันพัฒนาวงการกีฬาของประเทศให้พัฒนาไปในทางทีดีและให้เป็นนักกีฬาอาชีพ โดยเฉพาะมวยไทยอันเป็นกีฬาประจำชาติเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือให้กับวงการกีฬาและตัวนักกีฬาเองก็ควรฝึกฝนให้เป็นมืออาชีพเอาชนะได้โดยสุจริตผลและโอกาสในภายภาคหน้าเชื่อว่ามีผลตอบแทนตามความขยันฝึกซ้อมและความสามารถของแต่ละคน ทั้งนี้หากผู้ใดยังมีพฤติการณ์เช่นนี้อีกหาก บก.สส.บช.น.หากตรวจพบจะเข้าไปดำเนินคดีทุกราย ทั้งนี้ในอนาคตต่อไปอาจมีการไปสุ่มตรวจผลการแข่งขันของไฟท์ที่น่าสงสัยและหากพบการกระทำผิดก็จะดำเนินคดีทุกรายเช่นกัน โดยผู้ใดมีเบาะแสหรือพยานหลักฐานอย่างใด ให้แจ้งมาได้ทางเพจเฟสบุ๊ค ของ “บก.สส.บช.น” หรือ “วิเคราะห์ข่าวนครบาล ” เพื่อมาร่วมด้วยช่วยกันพัฒนาวงการกีฬาของไทยให้เจริญก้าวหน้าและมีความน่าเชื่อถือ มีภาพลักษณ์ที่ดีต่อชาวไทยและชาวต่างชาติต่อไป