“กัณวีร์” ทวงถามความรับผิดชอบ 1 ปีส่งกลับชาวอุยกูร์ไปจีน หวัง รบ.อนุทิน มีหัวใจเป็นมนุษย์ ไม่ทำพลาดซ้ำรอย

89

กรุงเทพฯ, วันที่ 27 ก.พ. – นายกัณวีร์​ สืบแสง หัวหน้าพรรคพลวัต กล่าวว่าวันนี้เมื่อปีที่แล้ว กับการปฏิบัติการ “ลับ-ลวง-พลาง” ของรัฐบาลไทย ที่แม้กระทั่งนายกฯ ในขณะนั้น ยังไม่ทราบถึงการผลักดันผู้ลี้ภัยชาวอุยกูร์ จำนวน 40 คน กลับประเทศต้นกำเนิด จนทำให้ไทยตกอยู่ในหลุมพลางการต่างประเทศ ที่ใช้เหตุการละเมิดหลักการมนุษยธรรม เป็นข้ออ้างเกี่ยวกับสงครามภาษีไทย-สหรัฐฯ ซึ่งถือว่าวันที่ 28 ก.พ. 68 เป็นปฐมบทแห่งความสัมพันธ์ระหว่าง การเมืองระหว่างประเทศ-วิกฤตมนุษยธรรม-สงครามเศรษฐกิจโลก-การเคารพกฎหมายภายในและระหว่างประเทศด้านสิทธิมนุษยชน

“ผมจำได้ดีครับ เพราะผมนี่แหละที่เผชิญหน้ากับรัฐบาลทั้งชุด ตั้งแต่ รอง นายกฯ ฝ่ายความมั่นคง รมว.ยุติธรรม รมว.การต่างประเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และกรมราชทัณฑ์ ดาหน้าถาโถม กล่าวหาว่านำ จดหมายผิดซอง คือจดหมายปลอมของชาวอุยกูร์ที่ถูกกักไว้ในห้องกักออกมาสู่ชาวโลกเรียกร้องขอความช่วยเหลือไม่ให้ส่งกลับประเทศต้นกำเนิด เพราะเกรงกลัวต่อการถูกประหัตประหาร” หัวหน้าพรรคพลวัต กล่าว

คำพูดที่กล่าวหาว่ากัณวีร์ โกหก เอาจดหมายปลอมมาบ้าง กระดาษมีลายน้ำกรมราชทัณฑ์ไม่ใช่ของจริงบ้าง ทำไมชาวอุยกูร์เขียนภาษาอังกฤษได้บ้าง ทุกอย่างถูกเบี่ยงเบนประเด็นไปกันหมด ตนพยายามดึงสติให้ทุกคนกลับมาเห็นว่า รัฐบาลในขณะนั้น ทำผิดจารีตประเพณีปฏิบัติระหว่างประเทศที่ทุกประเทศต้องเคารพเรื่องหลักการไม่ส่งกลับ (non-refoulement) ผิดกรอบกฎหมายระหว่างประเทศที่ไทยเข้าเป็นภาคีโดยการภาคยานุวัติ อนุสัญญาว่าด้วยการต่อต้านการทรมานฯ (CAT) และยังผิดกฎหมายภายในประเทศที่ไทยเราอนุวัติมาจาก CAT โดยตราเป็น พ.ร.บ.การป้องกันการอุ้มซ้อมทรมาน

“แต่ข้อเท็จจริงที่ผมได้พยายามเสนอถูกตอกกลับจากกระแสของการที่บอกว่า ถ้าต่อต้านการผลักดันกลับ ก็เอากลับไปเลี้ยงที่บ้านเองสิ เก็บไว้ในห้องกักเกือบ 11 ปี ก็เสียภาษีคนไทย ฯลฯ” นายกัณวีร์กล่าว พร้อมระบุว่า จนกระทั่งช่วงอภิปรายไม่ไว้วางใจ ตนเลือกอภิปรายเรื่องการผลักดันผู้ลี้ภัยกลับประเทศต้นกำเนิดโดยไม่สมัครใจ ทั้งๆ ที่เราสามารถหาการแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืนในเรื่องนี้ได้โดยการส่งไปตั้งถิ่นฐานใหม่ในประเทศที่ 3 ตามหลักการรวมครอบครัว เพราะลูกเมียพวกเขาถูกส่งไปตุรกีจากไทยเมื่อ 10 ปีที่แล้ว และประเทศที่สามก็ร้องขอให้ไปตั้งถิ่นฐาน

สุดท้ายฝ่ายบริหารบอกว่าทุกคนสมัครใจกลับไปเอง ตนถามถึงหลักฐานต่างๆ ในการสมัครใจ และตามกรอบการทำงานสากล สุดท้ายไม่มีอะไรทั้งนั้น นอกจากการทำ “ละครคุณธรรม” ตามไป 2 ครั้งถ่ายทำละครแค่ 3 คนว่าทุกคนอยู่ดีไม่มีปัญหา ตอบผิดจุดเพราะปัญหามันอยู่ที่ “ความสมัครใจ” ไม่ใช่ “กลับไปแล้วเป็นอย่างไร” นี่คือปัญหาหลักที่ทำให้ รมว.การต่างประเทศ ของสหรัฐฯ ผู้ให้ความสำคัญมากต่อเรื่องนี้กล่าวชัดเจนก่อนรับตำแหน่งว่า หากมีการผลักดันชาวอุยกูร์ในไทยกลับประเทศต้นกำเนิด จะถือเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง และหวังว่าไทยจะไม่ทำ

นายกัณวีร์ กล่าวว่าหลังจากนั้น ทุกคนคงจำได้ว่า สหรัฐฯ เล่นใหญ่กับเศรษฐกิจโลก โดยยกกำแพงภาษีกับทุกประเทศ ไทยก็ไม่เว้น และเรื่องการผลักดันผู้ลี้ภัยชาวอุยกูร์กลับก็เป็นประเด็นหลักต้นๆ ที่เขามากล่าวอ้างถึงการยกกำแพงภาษีขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลจริงหรือไม่ ไทยก็ไม่ควรเปิดการ์ดให้เขาชกอย่างเต็มที่ “หลังจากที่ผมโดนกระหน่ำจาก 3 รัฐมนตรี ทัวร์ลงเรื่องการให้ความคุ้มครองผู้ลี้ภัย พอปรากฏเรื่องสหรัฐฯ และรวมถึง EU ยกประเด็นเรื่องอุยกูร์ สังคมเลยเริ่มเข้าใจมากขึ้น และมีเพื่อนๆ ออกมาสนับสนุนการต่อสู้เพื่ออุยกูร์อย่างเปิดเผยมากยิ่งขึ้น”

นายกัณวีร์ กล่าวว่า 1 ปีที่ผ่านมา ตนหวังว่าการต่อสู้ด้านมนุษยธรรมและสิทธิมนุษยชนในการให้ความคุ้มครองต่อผู้ลี้ภัยชาวอุยกูร์คงไม่หายสาบสูญไป การติดตามว่าพวกเขาอยู่อย่างไรหลังกลับไปแล้ว ต้องตามติดอย่างต่อเนื่อง และอุยกูร์อีก 5 คนที่ยังอยู่ในเรือนจำ ต้องได้รับการคุ้มครองจากกฎหมายไทย กฎหมายระหว่างประเทศและจารีตประเพณีปฏิบัติระหว่างประเทศ และไม่ให้ซ้ำรอยเหมือน ผู้ลี้ภัยอุยกูร์ 40 คนที่ถูกผลักดันกลับไปเมื่อ 1 ปีก่อน

นายกัณวีร์ กล่าวว่าหวังว่า 1 ปี แห่งความขื่นขมทางมนุษยธรรมที่ไทยเดินบนเส้นทางการทูตที่ผิดพลาด จะทำให้รัฐบาลชุดใหม่ที่จะเกิดขึ้น ได้เรียนรู้ถึงความผิดพลาดและจะไม่กระทำการใดๆ ที่ผิดพลาดเหมือนเดิมอีก ตนคงไม่ต้องย้ำว่าใครที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ หวังว่านายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี จะมีหัวใจความเป็นมนุษย์ ในการติดตามชะตากรรมของชาวอุยกูร์ เพราะจากการข่าวเรายังไม่ทราบที่อยู่แน่ชัดของพวกเขา และไม่สามารถติดต่อญาติในต่างประเทศไทย

“ในขณะเดียวกัน เริ่มมีสัญญาณในการส่งกลับชาวอุยกูร์อีก 5 คน ที่ยังอยู่ในเรือนจำกลับไปจีน ยิ่งตอกย้ำการกระทำอันละเมิดสิทธิมนุษยชนซ้ำสอง รัฐบาลใหม่ต้องระมัดระวัง เพราะกรณีของชาวอุยกูร์ยังมีการติดตามจากองค์กรสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ ไม่ปล่อยให้เกิดการอุ้มหายข้ามชาติ นี่ยิ่งยืนยันถึงการกดปราบข้ามชาติ Tranational Repression ที่เลวร้ายครั้งหนึ่ง” หัวหน้าพรรคพลวัต กล่าว