เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 25 ก.พ. 69 ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (สำนักงาน กกต.) นายอัครวัฒน์ พงศ์ธนาชลิตกุล ผู้สมัครสมาชิกวุฒิสภา (สว.สำรอง) ในนามกลุ่ม สว.สำรอง เดินทางมายื่นข้อเรียกร้องต่อ กกต. พร้อมเรียกร้องความสุจริตเที่ยงธรรมในกระบวนการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) โดยระบุว่า กลุ่มผู้ร้องเรียนได้ต่อสู้ในกระบวนการยุติธรรมมาอย่างยาวนานกว่า 1 ปี 8 เดือน นับตั้งแต่การเลือก สว. เมื่อปี 2567 แต่หลายคดีกลับถูกยกคำฟ้องและยกคำร้อง เนื่องจากร้องผิดขั้นตอน ซึ่งมองว่าเป็นการดำเนินการที่ไม่ถูกต้อง และสะท้อนถึงความไม่เป็นธรรมในระบบยุติธรรม ทำให้ประชาชนต้องเสียเวลา เสียค่าใช้จ่าย และต้องต่อสู้คดีเป็นเวลานานกว่าจะได้รับความยุติธรรม
นายอัครวัฒน์ ระบุว่า คดีเกี่ยวกับการเลือก สว. ถูกปล่อยให้ หมักหมมมายาวนาน รวมถึงคดีฟอกเงิน และขบวนการสแกมครอบงำการบริหารประเทศ พร้อมตั้งคำถามต่อองค์กรอิสระและผู้มีอำนาจว่า เหตุใดจึงไม่เห็นใจประชาชนที่ต้องต่อสู้เพื่อความเป็นธรรม พร้อมกันนี้ ยังระบุว่า วันนี้ถือเป็นนิมิตหมายอันดี หลังจากมีการยื่นฟ้อง กกต. ทั้ง 7 คน ในยุคของนายอิทธิพร บุญประคอง รวมถึง กกต. ชุดที่เกี่ยวข้องกับการเลือก สว. ปี 2567 และบุคคลสำคัญ คือ นายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. ซึ่งมีการขอเลื่อนนัดศาลอาญาคดีทุจริตประพฤติมิชอบมาแล้วครั้งหนึ่ง และเมื่อครบกำหนดกลับมีการทำหนังสือขอเลื่อนอีกครั้ง โดยอ้างเหตุผลเรื่องต้องรวบรวมพยานหลักฐานจำนวนมาก และอยู่ในช่วงการเลือกตั้ง สส.
อย่างไรก็ตาม นายอัครวัฒน์ มองว่าเหตุผลดังกล่าว ฟังไม่ขึ้น และชี้ว่า ศาลได้ยกคำร้องขอเลื่อนนัดนั้น จึงเชื่อว่าคดีใกล้จะเข้าสู่ความชัดเจน และคดีฮั้ว สว. รวมถึงคดีทุจริตการเลือกตั้ง สว. จะขยายผลไปสู่คดีอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง นายอัครวัฒน์ ยังกล่าววิจารณ์การทำงานของ กกต. ว่าประชาชนต้องการใช้สิทธิเลือกตั้งอย่างมีความหมาย เพื่อใช้อำนาจอธิปไตยตามระบอบประชาธิปไตย พร้อมตั้งคำถามว่า กกต. ทำงานรับใช้ประชาชนหรือรับใช้ใคร พร้อมอ้างว่ามีการพิสูจน์แล้วว่ามีขบวนการกระทำความผิดเกี่ยวกับการเลือก สว. เป็นเครือข่ายขนาดใหญ่ มีทั้งผู้บงการและผู้ปฏิบัติตามโพยจำนวนมาก
ทั้งนี้ กลุ่ม สว.สำรอง และประชาชนบางส่วน ได้เรียกร้องให้ กกต. ชะลอการรับรองผลการเลือกตั้ง สส. ที่กำลังจะเกิดขึ้น จนกว่าคดีร้องเรียนต่าง ๆ จะมีความชัดเจน เพื่อไม่ให้เกิดกรณี รับรองก่อนแล้วดำเนินคดีทีหลัง เหมือนดั่งเช่นคดีฮั้ว สว. พร้อมย้ำว่า กกต. อย่าอุ้มนักการเมือง ต้องอุ้มประชาชน และเรียกร้องให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงทุกคดีให้กระจ่างก่อนนำบุคคลใดเข้าสู่อำนาจบริหารประเทศ เพื่อไม่ให้ผู้กระทำผิดแม้เพียงคนเดียวได้เข้ามาบริหารบ้านเมือง

