
ดีเดย์ เปิดศึกเฟ้นแข้งสายเลือดใหม่ล่าตัว “ดาวรุ่งของชาติ” แจกทุน-ที่พักฟรี ดันสู่เวทีใหญ่ 21-22 มี.ค.นี้ เสียงสตั๊ดกำลังจะก้องสนาม! โรงเรียนวัดบวรมงคล จะจับมือ สโมสรนนทบุรีฟุตซอลคลับ เปิดคัดเลือกนักกีฬาฟุตชอล ประจำภาคเรียนที่ 1 ปี

เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2569 ที่โรงเรียนวัด บวรมงคล ว่าที่ ร้อยตรี วัชรา งามมีฤทธิ์ ผู้อำนวยการโรงเรียนวัดบวรมงคล (รร. วัดลิงขบ) เปิดเผยว่า การศึกษา 2569 เดินหน้าเฟ้นหาเยาวชนมากฝีเท้า ปั้นสู่ระบบพัฒนาเข้มข้น วางรากฐานสู่เส้นทางนักกีฬาอาชีพ เปิดรับเยาวชน (เตรียมเข้า ม.1 – ม.5) ที่มีหัวใจนักสู้กล้าฝัน กล้าพิสูจน์ตัวเอง บนเวทีคัดเลือกวันที่ 21 – 22 มีนาคม 2569 เปิดรับเยาวชนเตรียมเข้า ม.1 – ม.5ที่มีหัวใจนักสู้กล้าฝัน กล้าพิสูจน์ตัวเอง บนเวทีคัดเลือกวันที่ 21 – 22 มีนาคม 2569 โอกาสที่ไม่ได้มีทุกปีผู้ผ่านการคัดเลือกจะได้รับทุนการศึกษาเต็มศักยภาพ ที่พักฟรี ลดภาระผู้ปกครอง โปรแกรมแข่งขันรองรับตลอดปี ทั้งฟุตซอลและฟุตบอล พิเศษสุดสำหรับผู้ที่มีพรสวรรค์ทั้งสองประเภทกีฬา จะได้รับการพิจารณาเป็นกรณีพิเศษ เปิดทางสู่การพัฒนาแบบก้าวกระโดด นี่ไม่ใช่แค่การสมัครเรียน แต่คือ “การคัดเลือกอนาคต” ไม่ใช่แค่สนามโรงเรียน แต่คือบันไดสู่เวทีใหญ่ สำหรับผู้ปกครอง นี่คือจังหวะสำคัญ ของลูกหลาน สำหรับนักกีฬา นี่คือบทพิสูจน์ว่า…คุณกล้าพอหรือไม่.?
ว่าที่ ร้อยตรี วัชรา กล่าวว่า พรสวรรค์ทำให้เด็กได้เริ่มต้นได้ แต่ความมุ่งมั่นเท่านั้นที่จะพาเด็กไปถึงฝัน”เด็กไทยต้องไปไกลกว่านี้ – ไกลกว่าคำว่าพอ ไกลกว่าความกลัว และไกลจนโลกต้องหันมามอง “สนามนี้ไม่ได้เลือกคนเก่งที่สุด แต่เลือกคนที่ไม่ยอมแพ้ที่สุด”

ผู้อำนวยการโรงเรียนฯ ยังเปิดเผยอีกว่า ปีนี้ได้รับความร่วมมือจากสามกูรูด้านลูกหนังซึ่งท่านหนึ่งเคยเป็นศิษย์เก่า ของโรงเรียนเราเป็นรุ่น 16 นั่นคือนาย วณิชกร ซ่อมจันทึก ที่คลุกคลีในแวดวงลูกหนังมาเป็นเวลาหลาย 10 ปีรวมทั้งเคยเป็นอดีตผู้รักษาประตูทีมชาติไทย และได้เล่นให้กับ สโมสรดังดังอีกหลายสโมสรปัจจุบันก็ยังเป็นโค้ชทีมดังแถบภาคตะวันออกได้รวบรวมโค้ดและทีมงานทั้งหมดรวมสามท่าน มาร่วมเดินหน้าลุยปเยาวชนโรงเรียนวัดบวรมงคล เพื่อจะได้เป็นนักกีฬาอาชีพหรือนักกีฬาทีมชาติภายในภาคหน้าตนขอขอบคุณ วณิชกร ซ่อมจันทึก ที่ได้รวบรวมบุคลากรของวงการลูกหนังมาร่วมผลักดันเด็กเด็กของโรงเรียนวัด บวรมงคล ให้มีโอกาสเดินสู่เส้นทางนักฟุตบอลอาชีพ
ด้านคุณวณิชกร กล่าวว่า ตนนั้นเป็นศิษย์เก่าของโรงเรียนนี้อดีตเคยเป็นทั้งทีมชาติและเล่นให้กับสโมสรดังมาแล้วหลากหลาย เมื่อหลายวันก่อนได้แวะเวียนมาพูดคุยกับคณะกรรมการสมาคมศิษย์เก่าโรงเรียนวัดบวรมงคล ที่มีความประสงค์ให้โรงเรียนกลับมายิ่งใหญ่เหมือนในอดีต ซึ่งตนคิดว่าเคยทำให้กับทีมอื่นๆประสบความสำเร็จมาแล้วมากมายแต่ทำไมไม่หันกลับมาสนับสนุนรุ่นน้องน้องซึ่งเป็น สิทธิ์ร่วมสถาบันเดียวกันกับตน จึงได้คุยกับโค้ชจุ่นและทีมงาน จึงตัดสินใจคุยกับท่าน ผอ. วัชรา ว่าจะมาร่วมด้วยช่วยกันจะนำทีมโรงเรียนไปสู่เส้นทางสายอาชีพเพื่ออนาคตของเยาวชนของโรงเรียนเราให้ได้
ประวัติ “วณิชกร ซ่อมจันทึก” ศิษย์เก่าโรงเรียนวัดบวรมงคล รุ่น 16

สำหรับประวัติ วณิชกร ซ่อมจันทึก ศิษย์เก่าโรงเรียนวัดบวรมงคล รุ่น 16 เป็นอดีตนายทวารทีมชาติไทยยุคบรูไนเกมส์ ผู้ยืนหยัดบนเส้นทางลูกหนังมากว่าสามทศวรรษในหน้าประวัติศาสตร์ฟุตบอลไทยช่วงปลายทศวรรษ 1980 ชื่อของ วณิชกร ซ่อมจันทึก คือหนึ่งในนักเตะที่มีบทบาทสำคัญในตำแหน่งผู้รักษาประตู โดยเฉพาะการมีส่วนร่วมกับทีมชาติไทยชุดแข่งขันกีฬาบรูไนเกมส์ ค.ศ. 1990 ซึ่งถือเป็นเวทีระดับนานาชาติที่สะท้อนศักยภาพของนักฟุตบอลไทยในยุคนั้น
เส้นทางลูกหนังจากระดับมหาวิทยาลัยสู่ทีมชาติข้อมูลจากภาพถ่ายและเอกสารชุมชนฟุตบอล ระบุว่า วณิชกร เคยเป็นผู้รักษาประตูให้กับทีมมหาวิทยาลัยอาเซียน ในช่วงปี ค.ศ. 1986 ก่อนจะพัฒนาฝีมือก้าวขึ้นสู่ระดับทีมชาติไทยในเวลาต่อมา
บทบาทในตำแหน่ง “ด่านสุดท้าย” ทำให้เขาเป็นหนึ่งในกำลังสำคัญของทีม ด้วยบุคลิกที่สุขุม มั่นคง และอ่านเกมได้ดี ซึ่งเป็นคุณสมบัติสำคัญของผู้รักษาประตูในยุคที่ฟุตบอลไทยกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้างและมาตรฐานการแข่งขัน
บทบาทในทีมชาติไทยชุดบรูไนเกมส์ 1990 ในมหกรรมกีฬาบรูไนเกมสวณิชกร มีชื่อปรากฏในชุดทีมชาติไทย ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ฟุตบอลไทยกำลังสร้างรากฐานสู่การแข่งขันระดับเอเชียอย่างจริงจัง
แม้ยุคนั้นข้อมูลสถิติจะไม่ได้ถูกบันทึกอย่างละเอียดเหมือนยุคปัจจุบัน แต่การติดทีมชาติถือเป็นเครื่องยืนยันคุณภาพและความสามารถของนักกีฬา เพราะต้องผ่านการคัดเลือกอย่างเข้มข้นจากผู้ฝึกสอนและคณะกรรมการทีมชาติ
ประสบการณ์กับสโมสรโทรคมนาคม
นอกจากบทบาทในทีมชาติแล้ว ยังมีหลักฐานภาพถ่ายที่เชื่อมโยงเขากับสโมสรองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย หรือที่รู้จักกันในเวลาต่อมาว่า TOT SC ซึ่งเป็นหนึ่งในสโมสรเก่าแก่ของไทยลีกยุคบุกเบิก
สโมสรแห่งนี้มีบทบาทสำคัญในการพัฒนานักเตะไทยหลายรุ่น และเป็นพื้นที่ที่นักฟุตบอลจำนวนมากได้แสดงศักยภาพก่อนก้าวสู่เวทีใหญ่ การมีชื่อของวณิชกรในบริบทดังกล่าว สะท้อนเส้นทางอาชีพที่เชื่อมโยงทั้งระดับสโมสรและทีมชาติ มากกว่านักเตะ คือบุคคลแห่งความทรงจำลูกหนังไทย
แม้เวลาจะผ่านมากว่าสามทศวรรษ ชื่อของวณิชกรยังคงปรากฏในกิจกรรมฟุตบอลเชิงอนุรักษ์และงานรวมตัวอดีตนักเตะ สะท้อนความผูกพันกับวงการลูกหนังอย่างต่อเนื่อง
ในยุคที่ฟุตบอลไทยกำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว การย้อนมองนักเตะยุคก่อนคือการทบทวนรากฐานของวงการ และวณิชกร ซ่อมจันทึก คือหนึ่งในตัวแทนของ นักกีฬายุคบุกเบิกที่ช่วยวางรากฐานให้
ฟุตบอลไทยก้าวต่อมาได้อย่างมั่นคง
โดยสรุปเขาคือ อดีตผู้รักษาประตูตัวจี๊ดคนหนึ่ง ของทีมมหาวิทยาลัยอาเซียน (ค.ศ. 1986)มีชื่อในทีมชาติไทยชุดบรูไนเกมส์ ค.ศ.1990 เชื่อมโยงกับสโมสร TOT SC ในยุคฟุตบอลไทยลีกบุกเบิกยังคงมีบทบาทในกิจกรรมฟุตบอลเชิงอนุรักษ์
เปิดประวัติ “โค้ชป๋อง” ชยพล คชสาร จากนักเตะสู่กุนซือผู้สร้างแรงบันดาลใจลูกหนังไทย

วงการฟุตบอลไทย มีบุคลากรคุณภาพจำนวนไม่น้อยที่ทำงานเงียบ ๆ แต่สร้างผลลัพธ์ชัดเจนในสนาม หนึ่งในนั้นคือ ชยพล คชสาร หรือที่คนลูกหนังรู้จักกันดีในชื่อ “โค้ชป๋อง” กุนซือมากประสบการณ์ผู้ทุ่มเทชีวิตให้กับการพัฒนาฟุตบอลไทยทั้งในระดับเยาวชนและสโมสรอาชีพ
เส้นทางลูกหนัง จากนักเตะสู่บทบาทโค้ชเต็มตัว ชยพล คชสาร เติบโตมากับฟุตบอลตั้งแต่วัยเยาว์ ผ่านการเป็นนักเตะในระดับการแข่งขันภายในประเทศ ก่อนจะค้นพบเส้นทางที่แท้จริงของตนเองในบทบาท “ผู้ฝึกสอน” ด้วยความเข้าใจเกมอย่างลึกซึ้ง มีวินัย และให้ความสำคัญกับแท็กติกสมัยใหม่ ทำให้เขาได้รับความไว้วางใจจากหลายสโมสรและสถาบันกีฬา หลังแขวนสตั๊ด เขาเดินหน้าศึกษาและอบรมหลักสูตรโค้ชอย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับความรู้ทั้งด้านเทคนิค แท็กติก และการบริหารทีม ซึ่งถือเป็นรากฐานสำคัญของความสำเร็จในเวลาต่อมา
ผลงานเด่นในฐานะผู้ฝึกสอน ตลอดเส้นทางการทำงาน “โค้ชป๋อง” มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาทีมฟุตบอลในหลายระดับ โดยเฉพาะด้านการวางระบบทีมและการสร้างนักเตะดาวรุ่งให้ก้าวสู่เวทีที่สูงขึ้น
จุดเด่นสำคัญของเขา ได้แก่วางระบบการเล่นที่มีวินัย เน้นเกมรับแน่น เกมรุกมีประสิทธิภาพ ผลักดันนักเตะเยาวชนขึ้นสู่ทีมชุดใหญ่ใช้ข้อมูลและการวิเคราะห์เกมสมัยใหม่ในการปรับแท็กติก บริหารจัดการทีมด้วยความใกล้ชิด เข้าใจนักกีฬา หลายทีมภายใต้การคุมทัพของเขามีผลงานดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ทั้งในด้านอันดับตารางคะแนนและรูปแบบการเล่นที่เป็นระบบมากขึ้น สร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริหารและแฟนบอล
สไตล์การทำทีม “เข้มข้นแต่เข้าใจคน”บุคลิกของโค้ชป๋องเป็นคนตรงไปตรงมา จริงจังกับการทำงาน แต่ในขณะเดียวกันก็เปิดโอกาสให้นักเตะได้แสดงความคิดเห็น ทำให้บรรยากาศในทีมเต็มไปด้วยความเคารพซึ่งกันและกัน ผู้เล่นหลายคนยอมรับว่า การได้ร่วมงานกับเขาไม่เพียงพัฒนาฝีเท้า แต่ยังเติบโตด้านทัศนคติ ความรับผิดชอบ และความเป็นมืออาชีพ
เป้าหมายในอนาคต แม้ผ่านประสบการณ์มาหลายปี “โค้ชป๋อง” ยังคงเดินหน้าพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง พร้อมเปิดรับความท้าทายใหม่ ๆ ในวงการฟุตบอลไทย ด้วยความมุ่งหวังเห็นฟุตบอลไทยแข็งแกร่งในระดับนานาชาติ
ชื่อของ ชยพล คชสาร (โค้ชป๋อง) อาจไม่ใช่ข่าวใหญ่หน้าหนึ่งทุกวัน แต่ในสนามฟุตบอล เขาคือหนึ่งในฟันเฟืองสำคัญของการพัฒนาเกมลูกหนังไทยอย่างแท้จริง เส้นทางจากนักเตะสู่กุนซือมากประสบการณ์ สะท้อนถึงความทุ่มเท ความรู้ และหัวใจของคนรักฟุตบอล
ในโลกของกีฬา ที่ผลการแข่งขันเปลี่ยนแปลงได้ทุกสัปดาห์ สิ่งที่ยั่งยืนที่สุดคือ “การสร้างคน” และนั่นคือผลงานที่โค้ชป๋องกำลังทำอย่างต่อเนื่องบนเส้นทางสายลูกหนังไทย.มศว
ผู้ฝึกสอน “สิงห์นายด่าน” (เอ็มโอเอฟ ศุลกากร ยูไนเต็ด)
ในฤดูกาล 2018 “โค้ชป๋อง” ชยพล คชสาร ทำหน้าที่หัวหน้าผู้ฝึกสอนให้กับ สโมสรฟุตบอล เอ็มโอเอฟ ศุลกากร ยูไนเต็ด หรือที่แฟนบอลเรียกว่า “สิงห์นายด่าน” และมีผลงานสำคัญดังนี้
พาทีม เลื่อนชั้นจากไทยลีก 3 ไปสู่ ไทยลีก 2 โดยสามารถรักษาตำแหน่งในระดับที่สูงขึ้นได้อย่างต่อเนื่อง ความสำเร็จในซีซั่นนั้นได้รับการจดจำอย่างดีจากแฟนบอลและสื่อกีฬาไทย จากผลงานนี้ สโมสรสามารถโลดแล่นในลีกอาชีพได้อย่างมั่นคงขึ้นหลังจากเลื่อนชั้นสำเร็จ นับเป็นหนึ่งในผลงานที่สร้างชื่อเสียงให้กับโค้ชป๋องอย่างชัดเจนในยุคที่เขายังคุมทีมในระดับลีกอาชีพ
การคุมทีมในระดับไทยลีก 3 และอื่น ๆ
หลังจากนั้น ชยพล คชสาร ยังคงทำงานในแวดวงโค้ชฟุตบอลไทย โดยมีบทบาทในหลายสโมสร เช่น:ปลวกแดง ยูไนเต็ด – รับหน้าที่เป็นหัวหน้าผู้ฝึกสอน ในการแข่งขันรายการต่างๆ ภายใต้การคุมทีมของเขา ปลวกแดง ยูไนเต็ดมีฟอร์มแข่งขันในลีกอย่างต่อเนื่อง และโค้ชป๋องแสดงความรับผิดชอบต่อผลงาน แม้จะเจอปัญหาต่าง ๆ เช่นนักเตะบาดเจ็บ ซึ่งส่งผลต่อฟอร์มการเล่นของทีม
“โค้ชป๋อง” ปรากฏอยู่ในหลายเกม และเป็นที่รู้จักในแวดวงลีกไทย โดยเฉพาะในระดับไทยลีก 3 ซึ่งมีบทบาทในการพัฒนาทีมและนักเตะ การคุมทีมในฤดูกาลปัจจุบันในความเคลื่อนไหวล่าสุด “โค้ชป๋อง” ได้ถูกแต่งตั้งให้คุมทีม บ้านค่าย ยูไนเต็ด ซึ่งเป็นอีกหนึ่งสโมสรร่วมแข่งขันในลีก แล้วมีรายงานข่าวถึงผลงานในเกมอย่างต่อเนื่อง เช่นการพาทีมเล่นนัดต่าง ๆ และแสดงบทสัมภาษณ์หลังเกม ฯลฯ
ผลงานด้านฟุตบอลการกุศลเพื่อช่วยเหลือนอกจากงานคุมทีมแล้ว ก่อนหน้านี้มีข่าวที่วงการฟุตบอลไทยร่วมกันจัด ฟุตบอลการกุศลเพื่อช่วยเหลือ “โค้ชป๋อง” โดยจัดแข่งขันเพื่อระดมทุนเป็นค่ารักษาพยาบาล หลังจากเขาประสบปัญหาด้านสุขภาพอย่างรุนแรง รวมถึงสังคมฟุตบอลร่วมให้กำลังใจอย่างจริงใจ
สำหรับประวัติ อนุรักษ์ ศรีเกิด หรือโค้ชจุ่น

จากดาวยิงยุคทอง สู่แม่ทัพข้างสนามที่ฟุตบอลไทยยังต้องการ ในประวัติศาสตร์ฟุตบอลไทย หากย้อนภาพกลับไปยังยุคทองปลายทศวรรษ 1990 ชื่อของ อนุรักษ์ ศรีเกิด หรือ “โค้ชจุ่น” คือหนึ่งในกองหน้าที่แฟนบอลจดจำได้ดี เขาไม่ใช่เพียงนักเตะที่ทำประตูได้ แต่คือฟันเฟืองสำคัญของทีมชาติไทยในยุคที่ครองความยิ่งใหญ่ในอาเซียน
วันนี้ บทบาทของเขาอาจเปลี่ยนจากหัวหอกในสนามมาเป็นแม่ทัพข้างเส้น แต่จิตวิญญาณนักสู้ยังคงเดิม — และนั่นคือเหตุผลที่ชื่อของเขายังถูกพูดถึงเสมอในวงการลูกหนังไทย
จากกองหน้าทีมชาติ สู่ยุคทองไทเกอร์คัพ อนุรักษ์เกิดเมื่อวันที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2515 เติบโตมากับยุคที่ฟุตบอลไทยกำลังสร้างตัวตนในเวทีอาเซียน เขาก้าวขึ้นมาติดทีมชาติไทย และกลายเป็นหนึ่งในแนวรุกหลักของยุคสมัยนั้นในช่วงเวลาที่ทีมชาติไทยมีผู้เล่นระดับตำนานอย่าง เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง, ดุสิต เฉลิมแสน, ธวัชชัย ดำรงอ่องตระกูล
ทีมชาติไทยผงาดคว้าแชมป์อาเซียนหลายสมัยในรายการชิงแชมป์ภูมิภาค หรือที่รู้จักในชื่อเดิมว่า AFF Championship (ไทเกอร์คัพ)
อนุรักษ์ ในฐานะกองหน้า มีจุดเด่นที่การเคลื่อนที่ฉลาด อ่านเกมขาด และจบสกอร์เฉียบคม เขาอาจไม่ใช่ผู้เล่นที่โดดเด่นด้านท่าทางหวือหวา แต่คือคนที่ทำหน้าที่ของตัวเองได้อย่างแม่นยำ และมีวินัยเกมสูง ตัวเอาเปลี่ยนบทบาท แต่ไม่เปลี่ยนความเข้มข้น หลังแขวนสตั๊ด อนุรักษ์เลือกเดินบนเส้นทางผู้ฝึกสอนอย่างจริงจัง เขาไม่ใช่โค้ชที่พุ่งขึ้นสู่ตำแหน่งใหญ่ทันที แต่ค่อย ๆ สะสมประสบการณ์ เรียนรู้ และสร้างตัวตนใหม่ในบทบาทเฮดโค้ช
สโมสรที่เขาเคยคุมทีมในระดับไทยลีก ได้แก่บางกอกกล๊าส เอฟซี ,การท่าเรือ เอฟซี,ชัยนาท ฮอร์นบิล,พีทีที ระยอง,โปลิศ เทโร เอฟซี หลายครั้งที่เขาถูกดึงเข้ามาในสถานการณ์กดดัน ทีมกำลังหนีตกชั้น ผลงานไม่สม่ำเสมอ หรือขาดระเบียบในเกมรับ และนั่นคือจุดที่ “โค้ชจุ่น” มักถูกมองว่าเหมาะสม
ด้วยที่สไตล์ที่ชัดเจน: ฟุตบอลเป็นระบบ ไม่ใช่แค่ชื่อชั้นหากจะนิยามฟุตบอลของอนุรักษ์ในคำเดียว คงหนีไม่พ้นคำว่า “วินัย”เขาเน้นโครงสร้างทีมชัดเจน เกมรับต้องแน่น การยืนตำแหน่งต้องถูกต้อง นักเตะทุกคนต้องเข้าใจบทบาทของตนเอง ไม่ใช่เล่นตามสัญชาตญาณเพียงอย่างเดียว
ในยุคที่ฟุตบอลไทยเริ่มไล่ตามความทันสมัย ทั้งเรื่องสปีดเกม การเพรสซิ่ง และการเล่นเกมรุกหลากหลาย ระบบของอนุรักษ์อาจไม่ใช่ฟุตบอลที่หวือหวา แต่เป็นฟุตบอลที่ “อยู่บนพื้นฐานความจริง” คือใช้ศักยภาพผู้เล่นที่มีให้เกิดประโยชน์สูงสุด
และนี่คือความแตกต่างระหว่างโค้ชที่ยึดติดระบบตายตัว กับโค้ชที่ปรับระบบตามทรัพยากรทีม จากนักเตะยุคทอง สู่โค้ชในยุคเปลี่ยนผ่าน
ฟุตบอลไทยในยุคที่อนุรักษ์เป็นนักเตะ คือยุคแห่งความมั่นใจในภูมิภาค แต่ฟุตบอลไทยในวันนี้ คือยุคแห่งการแข่งขันสูง ทั้งในลีกและระดับทีมชาติ
การเป็นโค้ชไทยในไทยลีกไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะต้องเผชิญทั้งแรงกดดันจากแฟนบอล ผู้บริหาร และการแข่งขันกับโค้ชต่างชาติที่หลั่งไหลเข้ามา
สิ่งที่ทำให้อนุรักษ์ยังได้รับความไว้วางใจ คือประสบการณ์ทั้งในและนอกสนาม เขาเข้าใจจิตวิทยานักเตะไทย เข้าใจวัฒนธรรมทีม และรู้ว่าเมื่อไรควรเข้มงวด หรือเมื่อไรควรผ่อนคลาย
ในยุคที่หลายทีมต้องการโค้ชต่างชาติที่มีโปรไฟล์หรูหรา ฟุตบอลสมัยใหม่อาจต้องการข้อมูล สถิติ และเทคโนโลยีขั้นสูง แต่รากฐานของเกมยังคงเป็น “ระเบียบ” และ “วินัย” ซึ่งเป็นสิ่งที่อนุรักษ์ยึดถือมาตลอดบางครั้ง วงการฟุตบอลไทยอาจมองข้ามคุณค่าของโค้ชไทยที่ผ่านสนามจริงมาอย่างหนักหน่วง
และบางครั้ง ชื่อของอนุรักษ์ ศรีเกิด จึงถูกพูดถึงในฐานะ “คนทำงานเงียบ ๆ” มากกว่า “โค้ชกระแสแรง คนฟุตบอลตัวจริง
เขาไม่ใช่โค้ชที่สร้างภาพลักษณ์ฉูดฉาด แต่คือบุคลากรฟุตบอลที่เติบโตมากับเกม เข้าใจเกม และยังคงทำงานกับเกมอย่างจริงจังจากกองหน้าทีมชาติยุคทอง สู่เฮดโค้ชไทยลีกจากคนยิงประตู สู่คนวางหมากเกมรับ
เส้นทางของเขาอาจไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ แต่สะท้อนความเป็น “คนฟุตบอลตัวจริง” ที่ผ่านทั้งเสียงเชียร์และเสียงวิจารณ์มาแล้วทั้งหมด และในวันที่ฟุตบอลไทยยังแสวงหาความมั่นคง โค้ชแบบอนุรักษ์ — อาจยังเป็นคำตอบที่วงการไม่ควรมองข้าม

