“โมฆะทั้งบัตร โมฆะทั้งศรัทธา การเมืองไทยถึงจุดเน่าใน”

275

ถ้าวันหนึ่งการเลือกตั้งถูกประกาศให้ “เป็นโมฆะ” สิ่งที่พังลงไม่ใช่แค่ผลคะแนน แต่คือซากศรัทธาของประชาชนทั้งประเทศ

คำถามไม่ใช่แค่ใครโกง แต่คือใครจะรับผิดชอบ เงินเลือกตั้งหลายหมื่นล้านบาทไม่ใช่เศษกระดาษ มันคือภาษีของประชาชน หาเช้ากินค่ำ ของแรงงาน ของพ่อค้าแม่ค้า ของเกษตรกรที่กำลังแบกหนี้ หากต้องเลือกตั้งใหม่ งบประมาณก้อนนั้นจะกลายเป็นค่าโง่ของระบบ หรือค่าเรียนรู้ของประเทศ?

ย้อนกลับไปยังรัฐธรรมนูญปี 2560 ที่ถูกออกแบบในยุคของพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา โดยทีมกฎหมายที่มีชื่อเสียงอย่างอาจารย์ มีชัย ฤชุพันธุ์ และอาจารย์ วิษณุ เครืองาม โครงสร้างนั้นถูกโฆษณาว่าเป็น “รัฐธรรมนูญปราบโกง”

แต่เมื่อเวลาผ่านไป คำถามคือ — ใครถูกปราบ? อดไม่ได้ที่จะเอ่ยถึงกรณีนาฬิกาหรูของพลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ กลายเป็นสัญลักษณ์ของคำว่า “ตรวจสอบแล้วไม่พบความผิด” ข้อพิพาทที่ดินเขากระโดงสะท้อนคำว่า “คำพิพากษา” กับ “การปฏิบัติ” ที่สวนทางกัน เสียงครหาต่อการใช้งบประมาณของหน่วยงานรัฐผุดขึ้นราวกับเป็นฤดูกาลประจำปี

ระบบถูกออกแบบมาอย่างซับซ้อน แต่ศีลธรรมกลับตกต่ำสุด ๆ และเมื่อสนามเลือกตั้งเต็มไปด้วยข้อร้องเรียนเรื่องทุจริต ซื้อเสียง และการใช้อำนาจโดยมิชอบ หากที่สุดแล้วต้องเลือกตั้งใหม่ รอบสองจะไม่ใช่แค่การรีเซตคะแนน แต่คือการเปิด “ก๊อกสอง” ของต้นทุนการเมือง

เมื่อต้นทุนกระสุนสูงขึ้น แรงจูงใจถอนทุนคืนก็ต้องสูงขึ้น การต่อรองตำแหน่งรัฐมนตรี การแสวงหาผลประโยชน์จากโครงการรัฐ การเร่งรัดงบประมาณ ล้วนเป็นตรรกะที่ตามมาแบบไม่ต้องเดา

แล้วประชาชนจะได้อะไร? เศรษฐกิจฐานรากยังไม่ฟื้น รายได้ไม่ทันค่าครองชีพ หนี้ครัวเรือนพุ่งสูง ความเหลื่อมล้ำขยายตัว หากการเมืองยังวนเวียนกับการชดเชยต้นทุนตัวเอง ประเทศก็จะถูกผลักลงเหวลึกกว่าเดิม นี่ไม่ใช่คำสาป แต่มันคือกลไกของการเมืองไร้คุณธรรม

ทำให้คิดถึง “พระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระภูมิพลอดุลยเดช ในหลวงรัชกาลที่ 9” ที่สถิตอยู่ในดวงใจของคนไทยทุกคน​ “ในบ้านเมืองนั้น มีทั้งคนดีและคนไม่ดี ไม่มีใครจะทำให้ทุกคนเป็นคนดีได้ทั้งหมด การทำให้บ้านเมืองมีความปรกติสุข จึงไม่ใช่การทำให้ทุกคนเป็นคนดี หากแต่อยู่ที่การส่งเสริมคนดี ให้คนดีได้ปกครองบ้านเมือง และควบคุมคนไม่ดีไม่ให้มีอำนาจ”

คำถามวันนี้คือ เรากำลังควบคุมใครหรือเรากำลังปล่อยให้ใครควบคุมประเทศ ปัญหาไม่ได้อยู่แค่กฎหมายแต่อยู่ที่คนใช้กฎหมาย ปัญหาไม่ได้อยู่แค่การเลือกตั้ง แต่อยู่ที่ความกล้าที่จะรับผิด ถ้าการเลือกตั้งเป็นโมฆะ ผู้เกี่ยวข้องต้องรับผิดทางการเมืองอย่างเป็นรูปธรรม ไม่ใช่แถลงข่าวยาวเหยียดแล้วจบลงด้วยคำว่า “ทำตามขั้นตอน”

ประเทศนี้ไม่ขาดกติกา แต่ขาดความละอายไม่ขาดองค์กรอิสระ แต่ขาดความเป็นอิสระที่ประชาชนเชื่อมั่นไม่ขาดนักการเมือง แต่ขาดผู้นำที่เห็นหัวประชาชนมากกว่าผลประโยชน์พวกพ้อง

การเมืองไทยวันนี้ไม่ได้ป่วยเล็กน้อยแต่มันกำลังติดเชื้อเรื้อรัง หากยังไม่มีใครลุกขึ้นรับผิด “โมฆะ” จะไม่ใช่แค่คำวินิจฉัยทางกฎหมาย แต่มันจะกลายเป็นคำจำกัดความของศรัทธาที่หายไปทั้งระบบ และวันนั้นเป็นสิ่งที่อันตรายที่สุดไม่ใช่การเลือกตั้งใหม่ แต่คือประชาชนที่หมดหวังกับการเมืองไปแล้ว