จนมุม! มือยิงรถกู้ภัยมอบตัวแล้ว สารภาพทะเลาะภรรยา ยันไม่คิดบุกยิงโรงเรียน​ตามที่เป็นข่าว​ ขอโทษสังคม

98

เหตุการณ์ที่ทำโรงเรียนปทุมธานีต้องปิดเรียน 1 วัน ล่าสุด “นายแอล” มือยิงรถกู้ภัย ประสานญาติเข้ามอบตัว ยืนยันไม่คิดทำร้ายเด็ก พร้อมให้ความร่วมมือเจ้าหน้าที่ นำปืนของกลางส่งมอบครบ

ความคืบหน้าคดี “มือยิงรถกู้ภัย” ในพื้นที่จังหวัดชลบุรี ล่าสุดนายแอล หรือที่รู้จักในชื่อ “นพรัตน์ฯ” ได้ประสานญาติขอเข้ามอบตัวกับเจ้าหน้าที่ หลังตำรวจใช้เวลาติดตามตัวอย่างต่อเนื่องตลอด 2 วันที่ผ่านมา ท่ามกลางความกดดันจากกระแสข่าวและความกังวลของประชาชน

เหตุการณ์เริ่มจากนายแอลฯมีปากเสียงกับภรรยาบริเวณริมถนนในพื้นที่ จ.ชลบุรี ก่อนเจ้าหน้าที่กู้ภัยเข้าไปตักเตือน แต่ผู้ก่อเหตุซึ่งอยู่ในอารมณ์โกรธ ได้ใช้อาวุธปืนยิงใส่รถกู้ภัย ทำให้ตำรวจออกหมายจับ ก่อนหลบหนีกลับภูมิลำเนาเดิม

ระหว่างหลบหนี นายแอลยังเกิดมีปากเสียงกับพ่อของภรรยา และพาตัวขึ้นรถไปด้วยในลักษณะกักขังหน่วงเหนี่ยว โดยยังครอบครองอาวุธปืนอยู่ กระทั่งพ่อภรรยาฉวยโอกาสหลบหนีออกมาได้ และเข้าแจ้งความให้ดำเนินคดีเพิ่มเติม ส่งผลให้นายแอลต้องเผชิญคดีรวม 2 คดี

ต่อมา วันนี้ (18 ก.พ.) ได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วน โดยเฉพาะ พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดปทุมธานี ที่ประสานกำลังตำรวจเข้าควบคุมตัวนายแอล หลังเจ้าตัวติดต่อขอเข้ามอบตัวด้วยความสมัครใจ โดยถูกนำตัวไปดำเนินคดีตามหมายจับที่ สภ.ลาดหลุมแก้ว ในข้อหาครอบครองและพกพาอาวุธปืน และความผิดต่อเสรีภาพจากการกักขังหน่วงเหนี่ยว ขณะนี้รถยนต์และอาวุธปืนถูกตรวจยึดเป็นของกลางเรียบร้อยแล้ว

พล.ต.ท.คำรณวิทย์ เปิดเผยว่า คดีนี้ได้รับความสนใจอย่างมาก โดยเฉพาะผู้ปกครองใน จ.ปทุมธานี จนต้องมีการปิดสถานศึกษา 1 วัน เพื่อความปลอดภัย ยืนยันการทำงานร่วมกับผู้นำท้องถิ่นและครอบครัวผู้ก่อเหตุ พร้อมย้ำว่าเหตุการณ์ควรยุติลงด้วยกระบวนการยุติธรรม และขอให้ตำรวจให้ความเป็นธรรมกับผู้ต้องหา

ด้านนายแอล เปิดใจว่า ตัดสินใจมอบตัวหลังเห็นผลกระทบที่เกิดกับเด็กนักเรียนและสังคม ยืนยันไม่เคยคิดบุกยิงโรงเรียนตามที่เป็นข่าว การหลบหนีเป็นไปเพราะความกลัวและความไม่สบายใจ พร้อมยอมรับว่าขณะเกิดเหตุมีการสูบกัญชา และมีปัญหาหึงหวงกับภรรยา แต่ไม่มีการเสพยาเสพติดชนิดอื่น

สำหรับอาวุธปืน นายแอลระบุว่า เป็นปืนถูกกฎหมาย มีทะเบียนถูกต้อง ซื้อไว้เพื่อป้องกันตัว และไม่เคยใช้ก่อเหตุมาก่อน พร้อมกล่าวขอโทษสังคมที่ทำให้เกิดความตื่นตระหนก และยืนยันจะเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมตามกฎหมายทุกขั้นตอน