คดีแรก
รวบคนขับแท็กซี่ปล่อยทิ้งนักท่องเที่ยวชาวเกาหลี

ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ(ตร.)พล.ต.อ.รุ่งโรจน์ แสงคร้าม รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พร้อม พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล ผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง พร้อม ศูนย์ปราบปราม อาชญากรรม ทางเทคโนโลยีสารสนเทศจับกุมนายสุรชาติ อาจวงษา อายุ 43 ปีคนขับรถแท็กซี่ ก่อเหตุปล่อยทิ้งนักท่องเที่ยวชาวเกาหลีใต้ 4 คนไว้กลางทาง ย่านสำเพ็ง

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 5 ธันวาคมที่ผ่านมา หลังนายคิมอูริ ซึ่งเป็นพิธีกรรายการชื่อดังของเกาหลีใต้ และเป็นอดีตสไตล์ลิสต์ของวงT – ARA (ทีอาร่า) วงเกิร์ลกรุ๊ป ชื่อดัง พร้อมกับเพื่อนชาวเกาหลีใต้รวมทั้งหมด 4 คน ได้เรียกแท็กซี่จาก ห้างสรรพสินค้าสยามพารากอน เพื่อไปยังสาทร โดยนายสุระชาติเป็นผู้ขับขี่รถแท็กซี่คันดังกล่าวและระบุว่าต้องการคิดค่าโดยสารในราคาเหมาจ่ายจำนวน 200 บาท แต่กลุ่มนักท่องเที่ยวไม่ยอมขอให้คิดตามราคามิเตอร์จริง ทำให้นายสุรชาติคนขับแท็กซี่ไม่พอใจจึงขับรถแท็กซี่วน ก่อนนำนักท่องเที่ยวทั้งหมดไปปล่อยทิ้งไว้บริเวณสำเพ็ง พร้อมทั้งถือไม้ลงจากรถมาไล่ให้กลุ่มนักท่องเที่ยว จนต้อวรีบวิ่งหนี ทำให้นายคิมอูริ โพสต์ข้อความเล่าถึงพฤติกรรมดังกล่าว ลงใน instagram สร้างความเสื่อมเสียชื่อเสียงให้กับประเทศไทย

ทั้งนี้สถิติการจับกุม ผู้กระทำความผิดที่ส่งผลกระทบนักท่องเที่ยวและประชาชน ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา สามารถจับกุมผู้ทำผิด ได้ทั้งหมดกว่า 17,000 ราย
แล้ว

พล.ต.ท.ธีรพล คุปตานนท์ ผบช.ทท. กล่าวว่า พอทราบเรื่องก็ดำเนินการติดตามจับกุม และแจ้งข้อกล่าวหานายสุรชาติ ตามพ.ร.บ.รถยนต์ ว่า เป็นผู้ขับขี่รถยนต์สาธารณะไม่ส่งผู้โดยสารตามสถานที่ที่ตกลงกันไว้ ระวางโทษปรับไม่เกิน 1,000 บาท และขับขี่รถยนต์สาธารณะแสดงกิริยาวาจาไม่สุภาพ ระวางโทษปรับไม่เกิน 1,000 บาท ฝากเตือนคนขับแท็กซี่ขอให้คิดถึงภาพลักษณ์ของประเทศไทย เพราะประเทศไทยเป็นเมืองท่องเที่ยว


คดีที่ 2
รวบ”ร.ต.ท.”พร้อมลูกชายขายข้อมูลราชการทางเฟซบุ๊ค รับตรวจเช็คทะเบียนราษฎร์ผิดกฎหมาย

พล.ต.อ.รุ่งโรจน์ แสงคร้าม รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล ผู้บัญชาการตำรวจตรวจคนเข้าเมือง พร้อมเจ้าหน้าที่ศูนย์ป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ หรือ ศปอส.ตร.แถลงจับกุม ร.ต.ท.บุญเสริม เฟื่องสิน รองสารวัตรจราจร สน.ท่าข้าม,นายทรงศักดิ์ เฟื่องสิน และ น.ส.จินดารัตน์ ผู้ต้องหาร่วมกันรับจ้างตรวจสอบข้อมูลและประวัติบุคคลทางออนไลน์ ซึ่งเป็นการแสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบ หลังได้รับการร้องเรียนว่ามีเฟซบุ๊กชื่อ” รับเชคทะเบียนรถยนต์ ออนไลน์ เช็คอายัดรวดเร็ว 24 ซม.”

พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ กล่าวว่า จากการสืบสวนทราบว่ามี ร.ต.ท.บุญเสริม เป็นผู้สืบค้นและนำข้อมูลของระบบราชการของตำรวจ จากนั้นส่งข้อมูลให้ นายทรงศักดิ์ บุตรชาย ซึ่งเป็นผู้ใช้เฟซบุ๊กดังกล่าว ได้มีการแจ้งไอดี (Line ID):@2car เพื่อไว้ให้กับผู้ที่ต้องการตรวจสอบประวัติบุคคลบุคคลติดต่อและตรวจเช็คประวัติบุคคลได้ทั้งหมด โดยคิดค่าบริการ 1,000 บาท แต่ถ้าต้องการตรวจสอบว่ามีรถยนต์กี่คันหรือเคยจดทะเบียนสมรสหรือไม่ จะต้องจ่ายเพิ่มอีก 1,000 บาท โดยให้โอนเงินเข้าบัญชีของ น.ส.จินดารัตน์ ภรรยาของ นายทรงศักดิ์ หลังโอนเงินไม่นาน จากนั้นผู้ใช้แอพลิเคชั่นไลน์ “ตรวจสอบสถานะรถยนต์” จะส่งภาพข้อมูลบุคคลจากการตรวจสอบในระบบทะเบียนราษฎร์มาให้ผู้ใช้บริการ ซึ่งถือเป็นความผิดตาม พรบ.การทะเบียนราษฎร์ พ.ศ.2534 การนำข้อมูลของทางราชการไปเผยแพร่ฯ

ผบช.สตม. กล่าวว่า จากการตรวจสอบและขยายผล ยังไม่พบผู้ร่วมกระทำผิดเพิ่มเติม ส่วนนายตำรวจคนดังกล่าวหลังแจ้งข้อหาดำเนินคดีแล้ว ทางผู้บังคับบัญชาได้มีคำสั่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบทางวินัย ส่วนนายตำรวจระดับ “ร.ต.ท.”สามารถเข้ารหัสและนำข้อมูลราชการไปขายได้อย่างไรนั้น เบื้องต้น คาดว่านายตำรวจคนดังกล่าว น่าจะไปเห็นรหัสการเข้าข้อมูล จากผู้บังคับบัญชา ระดับ ผกก.หรือ รอง ผกก.ซึ่งจากการขยายผลพบว่า การนำข้อมูลดังกล่าวไปขายเป็นความผิดเกี่ยวกับรถยนต์เท่านั้น พร้อมฝากเตือนไปยังข้าราชการตำรวจหรือหน่วยงานราชการที่นำข้อมูลไปขาย หากตรวจสอบพบจะต้องถูกดำเนินคดีอย่างเด็ดขาด

นอกจากนี้ พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ แถลงการจับกุมบุคคลต่างด้าวสวมบัตรประชาชนไทย จำนวน 1 ราย คือ นายสุรชัย แซ่ย่าง ซึ่งเป็นบุคคลต่างด้าวที่เข้ามาประกอบธุรกิจนำเที่ยวในประเทศไทย โดยใช้ชื่อบริษัทไทยนิวเจนเนอเรชั่น กรุ๊ป จำกัด มีการสวมบัตรประชาชนปลอมเป็นบุคคลอื่นเพื่อให้ตนเองมีสัญชาติไทย เบื้องต้นตำรวจแจ้งข้อหา “แจ้งให้เจ้าพนักงานผู้กระทำผิดตามหน้าที่จดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารมหาชนหรือเอกสารราชการ ซึ่งมีวัตถุประสงค์สำหรับใช้เป็นพยานหลักฐาน โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชนหรือแอบอ้างเอกสารอันเกิดจากการกระทำผิดดังกล่าว

คดีสุดท้ายย
“บิ๊กโจ๊ก” รวบ หนุ่มแฮ็กเกอร์ปลอมเฟซบุ๊ค หลอกเหยื่อเติมเงินผ่านทรูม

พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล ผบช.สตม. พร้อมเจ้าหน้าที่ตำรวจที่เกี่ยวข้อง แถลงการจับกุมนายชูเกียรติ มิ่งขวัญ อายุ27 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลจังหวัดชลบุรี ในความผิด ฐานฉ้อโกงโดยการแสดงตนเป็นบุคคลอื่น,กระทำด้วยประการใดใดโดยไม่ชอบด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์เพื่อดักรับไว้ซึ่งข้อมูลทางคอมพิวเตอร์ของผู้อื่นที่อยู่ระหว่างส่งในระบบคอมพิวเตอร์, ทุจริตนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จโดยประการที่น่าจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่ประชาชน

พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ กล่าวว่า พฤติการณ์คนร้ายรายนี้ จะปลอมเฟซบุ๊ก โดยนำเอาเลขบัตรประชาชนของผู้เสียชีวิตหรือคนอื่นที่นำมาโพสต์ในโซเชียลมิเดีย หลังจากนั้นจะนำมาใช้จดทะเบียนสมัครบัญชีทรูมันนี่ เพื่อมาใช้ในการกระทำความผิด โดยแสดงตนเป็นคนอื่นแล้วส่งข้อความหาผู้เสียหายซึ่งเป็นเพื่อนกับผู้ใช้บัญชีในเฟซบุ๊กเพื่อน หลอกให้เติมเงินจำนวนหลายครั้งโดยใช้วิธีการโอนเงินผ่านทางทรูมันนี่ วอลเล็ท (True Money Wallet) ผ่านร้านสะดวกซื้อเซเว่น-อีเลฟเว่นเป็นเหตุให้มีผู้เสียหายจำนวนกว่า 300 ราย เริ่มก่อเหตุมาตั้งแต่ปี 2559 มูลค่าความเสียหาย1ล้านบาท โดยผู้เสียหายบางส่วนแจ้งความไว้ที่ สน.วัดพระยาไกร สน. บางขุนเทียน และสภ.เสม็ด บางรายเสียหายตั้งแต่หลักพันถึงหลักหมื่นบาท

พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ กล่าวอีกว่า ต่อมาเมื่อวันที่4 ธ.ค.61 เจ้าหน้าที่ตำรวจสืบสวนติดตาม และรวบรวมพยานหลักฐาน จึงทราบชื่อผู้ต้องหารายดังกล่าว ก่อเหตุปลอมเฟซบุ๊คจริง และเป็นผู้เปิดบัญชีรับโอนเงิน รวมทั้งเป็นผู้ถอนเงินสดที่ได้จากการกระทำความผิดทั้งหมด จากการรวบรวมพยานหลักฐานพบว่าคนร้ายรายดังกล่าวมีแผนประทุษกรรมที่ซับซ้อนและยุ่งยากต่อการติดตาม แต่สุดท้ายก็ถูกจับกุมได้

รอศาลชี้ชะตา”นักเตะบาห์เรน”ได้ไปลี้ภัยออสเตรเลีย หรือคุมกลับประเทศรับโทษตามหมายกฏหมาย

พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล ผู้บัญชาการตำรวจตรวจคนเข้าเมือง เปิดเผย กรณีทางการไทยทำการกักตัว นาย ฮากีม อัลอาไรบี (Hakeem AlAraibi) นักฟุตบอล สัญชาติบาห์เรนและผู้ต้องหาตามหมายจับของทางการบาห์เรน ผู้ต้องหาตามหมายจับที่ทางการประเทศบาห์เรนต้องการตัว และเป็นผู้ต้องหาที่ประเทศออสเตรเลีย รับรองสถานะให้เป็นผู้ลี้ภัย ซึ่งเดินทางมาท่องเที่ยวประเทศไทยและถุกกักตัวที่สนามบินสุวรรณภูมิ เมื่อวันที่ 27 พ.ย.ที่ผ่านมาว่า สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองได้ขออนุมัติต่อศาลให้ควบคุมตัวหรือกักตัวไว้อีก 12 วัน ตามอำนาจของศาลที่อนุญาตให้กักตัวไว้ได้ และขณะนี้อยู่ในขั้นตอนของ สำนักงานอัยการสูงสุด ในการเสนอเรื่องไปยังศาลอาญา เพื่อให้ศาลอาญาพิจารณาออกหมายจับชั่วคราว หากศาลอนุมัติหมายจับแล้ว ทางสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองก็จะดำเนินการบังคับใช้กฏหมาย คือจับกุมตัว เพื่อให้เรื่องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ตามกฏหมาย ซึ่งขั้นตอนหลังจากนี้ผู้ต้องหาสามารถอุทรณ์ ว่าจะได้กลับไปลี้่ภัยที่ประเทศออสเตรเลีย หรือถูกส่งตัวกลับไปดำเนินคดีที่ประเทศบาห์เรน ซึ่งขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของศาล พร้อมระบุว่า ขั้นตอนต่างๆนั้นทุกภาคส่วนประสานความร่วมกันอย่างดีและไม่มีอะไรหนักใจ