หน้าแรกการเมืองจับโป๊ะรัฐบาล ห้ามคนไทยใช้ผสมอาหารสัตว์แต่เตรียมเปิดตลาดหมูสารเร่งเนื้อแดงมะกัน

จับโป๊ะรัฐบาล ห้ามคนไทยใช้ผสมอาหารสัตว์แต่เตรียมเปิดตลาดหมูสารเร่งเนื้อแดงมะกัน

กลายเป็นประเด็นร้อน ที่หลายท่านคงคาใจ สารเร่งเนื้อแดงคนบ้านเราถูกรัฐบาลห้ามใช้มาเป็นเวลากว่า 10 ปี เหตุใดมายุคนี้จึงเตรียมเปิดตลาดให้หมูทั้งเนื้อแบะเครื่องในจากมหาอำนาจอย่างอเมริกาเข้ามาประเทศเราได้ ทั้งที่ไทยเพิ่งเกิดปัญหาวิกฤติหมูครั้งใหญ่ โดยเฉพาะกรณีหมูเถื่อนที่นำลักลอบเข้ามา จนทำลายกลไกตลาดของหมูบ้านเรา ทำให้ปัจจุบันปริมาณหมูบ้านรายังคงเพียงพอต่อความต้องการของผู้บริโภค ฤานี่คือเครื่องมือที่ถูกนำมาใช้ต่อรองเจรจาการค้าระหว่างไทยกับสหรัฐ หลังจากสหรัฐประกาศภาษีนำเข้าตอบโต้โดยไทยโดน 36% มีผลบังคับใช้ 1 ส.ค. 2568

เรื่องนี้ค่อนข้างชัดเจนว่า รัฐบาลจะรับข้อเสนอของสหรัฐอเมริกา ตามคำขอจากการประชุมครั้งที่ 6 โดยผู้แทนการค้าสหรัฐได้ยื่นขอให้แก้กฎหมาย พ.ร.บ.ดิจิทัล และแก้กฎหมายของกระทรวงสาธารณสุข ที่ห้ามปนเปื้อนสารกลุ่มเบต้าอะโกนิสต์ ซึ่งเป็นสารกระตุ้นเนื้อแดง ที่อาจส่งผลข้างเคียงต่อทั้งสัตว์และผู้บริโภค โดยทราบกันเป็นอย่างดีดีว่าคือ ประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 269) พ.ศ.2546 เรื่อง มาตรฐานอาหารที่มีการปนเปื้อนสารเคมีกลุ่มเบต้าอะโกนิสต์ ที่ออกตาม พ.ร.บ.อาหาร พ.ศ. 2522 โดยแรงกดดันของผู้แทนการค้าสหรัฐ (USTR) มาจากภาคเอกชนจาก สภาผู้เลี้ยงสุกรสหรัฐ (National Pork Producer Council(NPPC)) ที่กดดันรัฐบาลสหรัฐให้เจรจาเปิดตลาดเนื้อสุกรให้กับสหรัฐ หลังจากปี 2555 สหรัฐยื่นร่างมาตรฐานสารตกค้างขั้นสูงสุดของแลคตามีน (MRLs Ractopamine) โดยคณะที่ร่วมประชุมจากประเทศไทยในปีดังกล่าว แม้จะวางตัวเป็นกลาง แต่โดยการเป็นภาคีสมาชิกถือว่ารับร่างมาตรฐานของสหรัฐไปโดยปริยาย หลังจากมติโหวตผ่านด้วยคะแนน 69 ต่อ 67 โดยไม่ได้แสดงเอกสิทธิ์ในการที่จะคงกฎหมายในประเทศไว้แต่อย่างใด ซึ่งเป็นเอกสิทธิ์ของภาคีสมาชิก ในขณะที่กลุ่มประเทศที่ห้ามใช้สารเร่งเนื้อแดง มีการแสดงเจตนารมณ์ที่จะคงกฎหมายไว้ ในขณะที่บางส่วนขอบันทึกไม่เห็นด้วยกับมติดังกล่าว

ทั้งนี้ หลังการประชุม CODEX ครั้งที่ 35 สมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติได้มีการเจรจา และฟ้องต่อศาลปกครองให้สำนักงานมาตรฐานเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) ทำคำสงวนย้อนหลังโดยการแสดงเจตนาที่จะคงกฎหมายในประเทศไว้ หรือสามารถที่จะทำบันทึกย้อนหลังความไม่เห็นด้วยกับมติดังกล่าว แต่ มกอช.ไม่ยอมปฏิบัติตามคำขอ อ้างแต่ว่าทำไม่ได้ แต่จากการติดตามการรายงานของเจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้องกับเรื่องดังกล่าวตามรายงาน US Foreign Trade Barrier Report ในช่วง 13 ปีที่ผ่านมา ระบุชัดเจนว่าไทยขอประเมินความเสี่ยงและตั้งกำหนดค่า MRL ใหม่ แต่ไม่ชี้แจงต่อสาธารณะและผู้เลี้ยงสุกรในประเทศว่าได้รับร่าง CODEX นี้ไว้แล้ว

กรณีนี้ศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษาว่า “เป็นอำนาจแห่งรัฐ (State Power) ไม่ใช่คำสั่งทางปกครอง (Administrative Order) ศาลปกครองไม่มีอำนาจออกคำบังคับได้” จึงเป็นประเด็นที่รัฐบาลจะต้องตระหนักกับ“ความปลอดภัยด้านอาหาร”ตามพระราชบัญญัติคณะกรรมการอาหารแห่งชาติ พ.ศ.2551 ได้กำหนดไว้จึงทำให้การเจรจาต่อรองลดภาษีศุลกากร กับ ผู้แทนการค้าสหรัฐ ในกรณีที่มีการขอให้เปิดตลาดสุกรจากสหรัฐ ยากที่จะปฏิเสธ หรือ หาทางออกอื่นเนื่องจากปัญหาการรับร่างมาตรฐานนี้

สำหรับประเด็นที่ขอให้รัฐบาลนำเข้าวัตถุดิบอาหารสัตว์จากสหรัฐในส่วนที่ขาดแคลน เบื้องต้นอยู่ในจำนวนที่สูงแต่กลับมีการลดยอดในบางกลุ่ม โดยเฉพาะข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ทำให้ระหว่างที่จะมีการนำข้อตกลงจากการเจรจาเข้าอนุมัติตามขั้นตอนของรัฐบาล ยังจะพอมีเวลาที่จะกำหนดให้มีความเหมาะสม ตามข้อเสนอในครั้งแรกที่กลุ่มปศุสัตว์และอาหารสัตว์ในนามของสมาพันธ์ปศุสัตว์และเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำได้นำเสนอรัฐบาล

ซึ่งรายละเอียดข้อเท็จจริงจากกลุ่มผู้เลี้ยงสุกรรายย่อยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ นำโดยนายเดือนเด่น ยิ้มแย้ม ประธานชมรมผู้เลี้ยงสุกรรายย่อยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่จะนำเข้าไปหารือ และข้อเท็จจริงที่จะเชิญเจ้าหน้าที่ภาครัฐที่เกี่ยวข้องมาให้ข้อเท็จจริง จะมีการพูดคุยหลังจากมีการเชิญผู้ที่เกี่ยวข้องร่วมประชุมคณะกรรมาธิการการเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งคาดว่าน่าจะมีขึ้นภายในเดือนสิงหาคม 2568 นี้

ทีมเจรจาร่วมระหว่างไทยกับสหรัฐฯ ในประเด็นการต่อรองภาษีศุลกากร(Reciprocal Tariffs) ครั้งที่ 6 สหรัฐอเมริกาขอให้ไทยแก้กฎหมายกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 269) เรื่อง “มาตรฐานอาหารที่มีการปนเปื้อนสารเคมีกลุ่มเบต้าอะโกนิสต์” ที่ออกตาม พระราชบัญญัติ อาหาร พ.ศ. 2522 ที่มีความเป็นไปได้ที่จะยกเลิก เพื่อเปิดตลาดเนื้อสุกรจากสหรัฐฯเรื่องนี้เป็นประเด็นใหญ่ขัดหลักการปฏิบัติเยี่ยงคนชาติ (National Treatment) หรือ การเลือกปฏิบัติ เพราะกฎหมายในประเทศห้ามใช้ แต่อนุญาตให้นำเข้าจากประเทศที่ให้ใช้ โดยปริมาณผลผลิตในประเทศมีเพียงพอ ทำให้สหรัฐขายหมูได้ใน ราคาต่ำเฉลี่ย กก.ละ 1.7 ดอลลาร์ ขณะที่ ราคาขายหมูไทยสูงเฉลี่ยที่ กก.ละ 2.3 ดอลลาร์ บทสรุปคือเกษตรกรไทยจะถูกบีบให้เลิกกิจการมากขึ้น ที่สำคัญมูลค่าตลาดเนื้อหมูอาจสูญเสียไปราว 112,330 ล้านบาท

RELATED ARTICLES
- Advertisment -spot_img
- Advertisment -spot_img
- Advertisment -spot_img