นายไทกร พลสุวรรณ อดีตแกนนำกลุ่มกองทัพประชาชนโค่นล้มระบอบทักษิณ โพสต์ข้อความระบุว่า พรรคเพื่อชาติ พรรคเสื้อแดง…สู่พรรคของมวลชน
“พรรคเพื่อชาติเหมือนพรรคปวงชนชาวไทยในอดีต พี่รู้สึกอย่างนั้น มาเงียบๆ แต่ชนะเลือกตั้งแบบคาดไม่ถึง”
พี่ตู่(คุณจตุพร พรหมพันธ์)พูดกับผมเช่นนั้น
เมื่อดูจากบรรยากาศการประชุมพรรคเพื่อชาติ ณ ศูนย์ประชุมธรรมศาสตร์รังสิต ในวันที่ 23 พ.ย. แล้ว คงไม่ผิดไปจากคำพูดของคุณจตุพรมากนัก
แล้วอะไรเป็นปัจจัยที่ทำให้พรรคเพื่อชาติมีศักยภาพแบบก้าวกระโดดเช่นนี้

(1)การต่อสู้อย่างยาวนานของคุณจตุพรและคณะได้พิสูจน์ให้มวลชนได้เห็นถึงความมุ่งมั่น ความจริงจัง และความจริงใจต่อมวลชน จนประสพความสำเร็จในการเปลี่ยนมวลชนระดับแกนนำในพื้นที่ของพรรคเพื่อไทยให้กลายเป็นมวลชนของ นปช. เสื้อแดง
(2)ความผิดพลาดของพรรคเพื่อไทยในการวางตัวผู้นำพรรค พรรคเพื่อไทยตัดสินใจผิดพลาดที่วางตัวคุณหญิงสุดารัตน์ให้ขึ้นเป็นผู้นำพรรค เพราะมวลชนเสื้อแดงโดยทั่วไปล้วนรับรู้ว่า ในระหว่างการต่อสู้ คุณหญิงสุดารัตน์ หลบซ่อน ละทิ้งมวลชน ละทิ้งการต่อสู้ การตัดสินใจของพรรคเพื่อไทยเหมือนการหักหน้ามวลชน เหมือนการไม่ให้ค่า ไม่ให้ราคา กับการต่อสู้ของมวลชนที่ผ่านมา
(3)การทยอยลาออกจากพรรคเพื่อไทยของนักการเมืองที่ร่วมต่อสู้กับมวลชน เช่น คุณจาตุรนต์ คุณณัฐวุฒิ ฯลฯ ซึ่งอาจมีหลายปัจจัยที่ทำให้บุคคลเหล่านั้นลาออกจากพรรคเพื่อไทย แต่ปรากฏการณ์นี้ทำให้มวลชนเสื้อแดงทั้งหลายเชื่อไปในทิศทางเดียวกันคือ พรรคเพื่อไทยไม่ใช่พรรคของคนเสื้อแดงอีกต่อไปแล้ว

การพัฒนาจากพรรคเสื้อแดงเป็นพรรคของมวลชนของพรรคเพื่อชาติ ได้สร้างความหวั่นไหวให้ใครหลายคน โดยเฉพาะ ดร.ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งตอนนี้ต้องลงทุนต่อสายตรงถึงแกนนำเสื้อแดงในพื้นที่ต่างๆ เพื่อดึงแกนนำเหล่านั้นกลับมาเป็นสายตรงของ ดร.ทักษิณ เพราะ ดร.ทักษิณรู้ดีว่า ชัยชนะของพรรคเพื่อไทยในการเลือกตั้งปี 54 ที่ทำให้ยิ่งลักษณ์น้องสาวของเขาได้เป็นนายกรัฐมนตรีนั้น ส่วนหนึ่งก็เพราะ ความมุ่งมั่นอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยของแกนนำมวลชนเสื้อแดงในพื้นที่ต่างๆที่ออกหาเสียง ออกชักชวน ให้ประชาชนในพื้นที่นั้นๆเลือกเพื่อไทยเลือกยิ่งลักษณ์

แต่ก็อดเสียดายแทนพรรคเพื่อชาติไม่ได้ เพราะคุณจตุพรเป็นได้แค่กองเชียร์ ถ้าหากคุณจตุพรมีสิทธิลงสมัครรับเลือกตั้ง มีสิทธิลงสมัคร ส.ส. ได้ ศักยภาพของพรรคเพื่อชาติจะเพิ่มขึ้นอีกหลายเท่าตัว ซึ่งอาจดับฝันของพรรคเพื่อไทยที่หวังจะได้ ส.ส. เป็นอันดับหนึ่งลงได้อย่างน่าเหลือเชื่อ

 นายไทกร พลสุวรรณ