เมื่อวันที่ 2 พ.ย. 2561 ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ(ตร.) พล.ต.อ.รุ่งโรจน์ แสงคร้าม รองผู้บัญตำรวจแห่งชาติ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พร้อมด้วย พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ หักพาล รรท.ผบช.สตม. ร่วมแถลงผลปฎิบัติการกวาดล้างชาวต่างชาติที่อยู่ในราชอาณาจักรโดยการอนุญาตสิ้นสุด หรือ Over stay จากข้อมูลปี 2560 พบว่ามีชาวต่างชาติกว่า 1 แสนราย ทั้งนี้เมื่อเดือนตุลาคม 2560 ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองได้เปิดปฎิบัติการ X-Ray OUTLAW FOREIGNER เข้าตรวจค้นพื้นที่เป้าหมายกว่า 5,071 จุดทั่วประเทศ สามารถจับกุมผู้กระทำผิดได้ 3,501 ราย ในฐานความผิดเป็นกลุ่มเครือข่ายหลอกลวงแต่งงาน (Romance Scam)/กลุ่มเครือข่ายผลิตและปลอมบัตรเครดิต(Skimming) และความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด

ทั้งนี้จากมาตการดังกล่าวทำให้จำนวนชาวต่างชาติที่ Over stay มีจำนวนลดลงโดยเข้าสู่ระบบตามกระบวนการตรวจคนเข้าเมือง จนถึงข้อมูลล่าสุด ข้อคนต่างด้าวที่ Over Stay เท่ากับเป็นศูนย์ พร้อมผลักดันกลุ่มผู้ต้องหาออกนอกประเทศและขึ้นแบล็กลิส ห้ามเข้าประเทศ

 พล.ต.อ.รุ่งโรจน์ แสงคร้าม

นอกจากนี้ ชุดสืบสวน ศปอส.ตร สามารถจับกุม นางชญาดา เจริญพร อายุ 35 ปี ชาวจังหวัดกำแพงเพชร ในข้อหา ร่วมกันฉ้อโกงประชาชน โดยตำรวจได้ขยายผลจากแก๊งโรแมนซ์สแกม พบว่า ผู้ต้องหาทำหน้าที่เป็นนางนกต่อ อ้างตัวเป็นเจ้าหน้าที่บริษัทแห่งหนึ่งในจังหวัดภูเก็ต โทรศัพท์หลอกลวงให้เหยื่อโอนเงินให้กับกลุ่มคนร้ายเครือข่ายโรแมนซ์สแกม ผู้ต้องหาให้การรับสารภาพโดยรับว่าได้ค่าตอบแทนจำนวน 10 % จากจำนวนเงินที่หลอกลวงได้ โดยทำมาประมาณ 8 เดือน ทั้งนี้จากการตรวจสอบ มีการกระทำผิดในหลายพื้นที่ มูลค่ารวม กว่า 1 ล้านบาท

สำหรับผลการจับกุมผู้ต้องหาคดีโรแมนซ์สแกม สามารถออกหมายจับ 40 ราย จับกุมผู้ต้องหาได้ 24ราย และจับกุมผู้ต้องหาคดี Call Center ตามหมายจับได้อีก 13 ราย จากหมายจับ 35 หมายจับ

เวลาต่อมา พล.ต.อ.รุ่งโรจน์ และ พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ ได้กันร่วมกัน แถลงจับกุม นายคาลาท บารี อายุ 52 ปี สัญชาติปากีสถาน ผู้ต้องหาเครือข่ายก่อการร้ายในประเทศอินเดีย โดยจับกุมได้ที่อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี วันที่ 29 ตุลาคมที่ผ่านมา หลังมีข้อมูลพบว่า นายคาลาท ให้การช่วยเหลือโดยให้ที่พักพิง นายจักตาร์ ซิงห์ ทารา ชาวอินเดีย ผู้ต้องหาลอบสังหารรัฐมนตรีอินเดียและนักการเมือง รวม 19 คน และก่อเหตุโจมตีนครมุมไบ ก่อนหลบหนีออกจากเรือนจำในประเทศอินเดีย มาซุกซ่อนตัวในประเทศไทย ก่อนถูกตำรวจไทยจับกุมและส่งตัวกลับประเทศต้นทางในฐานะผู้ร้ายข้ามแดน

การจับกุมดังกล่าว นายคาลาท ได้หนีประกันข้อหา ให้ที่พักพิง โดยกลับเข้ามาประเทศไทย ตั้งแต่ปี 2558 กระทั่ง วันที่ 18 กันยายนที่ผ่านมา นายคาลาท ไปยื่นเรื่องอยู่ที่ด่านตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดสระแก้ว ก่อนที่ตำรวจเข้าจับกุมตัวได้ ที่อำเภอพัทยา จังหวัดชลบุรี

จากการขยายผลตำรวจยังพบว่า นายคาลาท มีการติดต่อกับเครือข่ายก่อการร้ายในประเทศปากีสถาน อัฟกานิสถาน และมาเลเซีย โดยมีหน้าที่อำนวยความสะดวก จัดหาเอกสาร พาสปอร์ตปลอม ที่พัก ตั๋วเครื่องบิน และการทำธุรกรรมการเงินนอกระบบให้กับเครือข่าย

นอกจากนี้ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง จับกุม นายเดวิส มาส อายุ 26 ปี สัญชาติเยอรมัน ผู้ต้องหาตามหมายจับตำรวจสากล ข้อหาจำหน่ายยาเสพติด โดยจำหน่ายมากกว่า 3000 ครั้ง มูลค่าความเสียหาย กว่า 17.5 ล้านบาท ซึ่งจากการสืบสวนพบพฤติกรรมผู้ต้องหามีการซื้อขายยาเสพติดผ่านเวปไซต์ และส่งของผิดกฎหมาย อาชญากรรมต่างประเทศ หรือ ดาร์ค เวป ผ่านไปรษณีย์ต่างประเทศ ซึ่งตำรวจจับกุมตัวได้ที่ สถานีรถไฟฟ้าพระโขนง

ในขณะเดียวกัน พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ ยังได้แถลงการ จับกุมตัว นายบอง คึ่น ชอย สัญชาติเกาหลี ผู้ต้องหาตามหมายจับ หลังได้รับการประสานจากทางการเกาหลี เป็นบุคคลต้องโทษคดีอาญาเกี่ยวกับการจ้างงานและการแลกเปลี่ยนเงินตรา รวมทั้งหมด 4 คดี ซึ่งมีพฤติกรรมเป็นภัยต่อสังคม เป็นบุคคลต้องห้าม หรือ ติดแบล็คลิสต์ หลังจับกุมได้ที่โรงแรมแห่งหนึ่ง วันที่ 31 ตุลาคมที่ผ่านมา

โดยจากการตรวจสอบพบว่าผู้ต้องหาเดินทางเข้าออกประเทศไทยมากกว่า 28 ครั้ง ล่าสุดเดินทางออกจากประเทศไทย เมื่อวันที่ 13 กันยายน 2559 ตำรวจจึงแจ้งข้อหาเป็นบุคคลต่างด้าวเข้าราชอาณาจักรไทยโดยไม่รับอนุญาต

ขณะที่ ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง จับกุม ชาวเกาหลีใต้ ที่เปิดบริษัทว่าจ้างคนไทยเป็นผู้ถือหุ้นในดำเนินธุรกิจร้านอาหารเกาหลี ย่านห้วยขวาง รวม 5 คน แบ่งเป็น ชาวเกาหลี 3 คน และชาวไทย 2 คน ซึ่งการกระทำดังกล่าวเข้าข่ายเป็นนอมินี ตาม พรบ.ประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว

ในเวลาต่อมา พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ ยังได้กล่าวถึงกรณีที่เว็บไซค์ของต่างประเทศ ได้รายงานข่าวกรณีเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.ลาดกระบัง ได้รับแจ้งเหตุพบคราบเลือด ชิ้นส่วนสมอง เเละกระโหลกมนุษย์ ภายในบ่อเกรอะหลังร้านอาหารเจแห่งหนึ่ง ซอยร่มเกล้า 25/6 เขตลาดกระบัง โดยมีการระบุว่า ผู้ตายไปทะเลาะกับเจ้าของร้านอาหารเจ จนถูกฆ่าตายในร้าน เจ้าของร้านจึงทำลายศพด้วยการเอามาทำอาหารเสิร์ฟลูกค้า ปรากฏว่า ลูกค้ารายหนึ่งสังเกตเห็นชิ้นเนื้อในก๋วยเตี๋ยวเจ จึงไปแจ้งเจ้าหน้าที่ให้มาตรวจสอบ ทำให้ได้รู้ว่าชื้นเนื้อนั้นไม่ใช่เนื้อสัตว์แต่เป็นเนื้อคน นำไปสู่การสืบสวนสอบสวน ทำให้พบศพที่เหลือของผู้ตาย ในบ่อเกรอะหลังร้าน ข่าวดังกล่าว กลายเป็นกระแสไวรัลอย่างรวดเร็วนั้นว่า เรื่องดังกล่าวตนเองไมาทราบรายละเอียดมากนัก ขอตรวจสอบข้อมูลก่อน ตนเองในฐานะผู้ที่ดูแลศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ ศปอส.ตร. เพื่อไม่ให้สังคมเกิดความสับสน จะมีการตรวจสอบข้อมูลของการนำเสนอหรือแชร์ข่าวดังกล่าวว่าจริงหรือไม่จริง ซึ่งการกระทำดังกล่าวมีจุดประสงค์ใดต้องการให้ประเทศเสียหายหรือไม่หรือเข้าข่ายผิดพรบ.คอมหรือไม่ ขอตรวจสอบก่อน