“ ติดตามฟังการอภิปรายไม่ไว้วางใจ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายรัฐมนตรีแบบข้ามวันข้ามคืน แต่ดูเหมือนว่าข้อมูลและบทบาทการอภิปรายของฝ่ายค้านในนามพรรคประชาชน ยังห่างชั้นยุคพรรคก้าวไกล เพราะเนื้อหาส่วนใหญ่ถูกนำเสนอผ่านสื่อมวลชนมาแล้ว แม้จะขยายผลเพิ่มก็ไม่โดนใจเท่าที่ควร“

แต่ที่ฟังแล้วน่าเป็นห่วง แม้จะเกิดขึ้นมานานแล้วนั่นคือประเด็นที่ นายสิทธิพล วิบูลย์ธนากุล สส.บัญชีรายชื่อพรรคประประชาชน อภิปรายถึงทุนจีนรุกคืบขยายอาณาจักรการค้าในประเทศไทยในทุกข์รูปแบบตั้งแต่โชว์ห่วยถึงธุรกิจค้าส่ง รวมถึงธุรกิจสร้างโรงงานนิคมอุตสาหกรรม ถึงขั้นเรียกว่า”นิคมศูนย์เหรียญ”
นายสิทธิพล อภิปรายอีกว่าร้านค้าปลีกของคนจีน ถ้าเป็นคนไทยเข้าไปซื้อ พนักงานร้านจะให้สแกนจ่ายเงินธนาคารไทย ถ้าเป็นคนจีนจะให้สแกนจ่ายธนาคารของจีน และเงินที่ชำระจะถูกโอนไปประเทศจีนทันที พร้อมแจกแจงถึงการรุกคืบของกลุ่มคนจีนไปในเกือบธุรกิจไม่ว่าจะเป็นอสังหาริมทรัพย์และร้านอาหาร เป็นต้น
ซึ่งประเด็น”นิคมศูนย์เหรียญ”เนื้อหาที่นำเสนอนั้นคล้ายกับที่”จอมมารน้อย”เคยนำมาเสนอมาตั้งแต่วันที่ 7 สิงหาคม 2567 หัวข้อ”ธุรกิจไทยน่าห่วง ทุนจีนรุกหนัก เหตุกฎหมายไร้ความศักดิ์สิทธิ์” จึงขอยกเนื้อหาบางส่วนมานำเสนออีกครั้ง
เนื้อหาระบุว่า มีการแชร์ความเห็นของนักวิชาการหลายสำนักแสดงความเป็นห่วงว่าหากรัฐบาลนิ่งเฉยไม่มีมาตรการป้องกันธุรกิจไทยกว่า 50 เปอร์เซ็นต์จะเปลี่ยนมือไปเป็นของจีนภายในเวลาไม่เกิน 5 ปี
หากได้ติดตามสถานการณ์เกี่ยวกับรุกคืบของจีนจะพบว่ากระจายไปเกือบทุกพื้นที่ในหัวเมืองใหญ่ๆไม่ว่าจะเป็น นครราชสีมา เชียงใหม่ สงขลา ขอนแก่นและกรุงเทพฯเป็นต้น สร้างความเดือดร้อนให้กับนักธุรกิจรายย่อย รวมถึงพ่อค้าแม่ค้าที่ซื้อมาขายไป อาทิ แม่ค้าย่านสำเพ็งบอกว่าขายของอยู่สำเพ็งกว่า 40 ปี ปัจจุบันกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ เป็นร้านค้าทุนจีนยึดครองขายสินค้าจีน คนขายมาจากประเทศจีน นิยมรับเงินสด เน้นขนเงินกลับจีน ไม่ได้นำเงินมาหมุนเวียนในประเทศไทย
ขณะเดียวกันมีกลุ่มธุรกิจจีนบางกลุ่มขึ้นป้ายโฆษณาขนาดใหญ่มีบริการเกี่ยวกับสัญชาติที่จะเข้าไปทำธุรกิจในประเทศต่างๆกลางสี่แยกใหญ่กลางเมืองหลวง พอปรากฏเป็นข่าวจะได้รับคำตอบจากเจ้าหน้าที่รัฐว่าไม่ทราบขอไปตรวจสอบก่อน หรือกรณีขึ้นป้ายภาษาจีนพร้อมรูปโรงงานที่กำลังจะก่อสร้างในพื้นที่หมู่ 11 ต.หนองบัว อ.บ้านค่าย จ.ระยอง ซึ่งปลัดองค์การบริหารส่วนตำบล(อบต.)บอกว่ายังไม่ทราบเรื่องขอตรวจสอบก่อน ขณะที่นายกอบต.บอกว่าเจ้าของป้ายน่าจะเป็นนายทุนจีนคิดจะทำอะไรก็ทำ มีรายงานว่ารื้อถอนป้ายไปแล้ว แต่จะต้องตรวจสอบหาที่มา
ที่ยกมาเพื่อสะท้อนว่ากลุ่มนักธุรกิจจีน ไม่เกรงกลัวต่อกฎหมายไทยแต่อย่างใด ทั้งนี้อาจเป็นเพราะที่ผ่านมาได้ติดต่อจ่ายสินบนให้กับเจ้าหน้าที่ระดับสูงแล้วก็เป็นได้ หรือกรณีที่รัฐบาลประกาศให้พื้นที่ทางภาคตะวันออกเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษ หวังกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ ทำให้เกิดการจ้างแรงงานไทยเพิ่มมากขึ้น แต่พอมองลงในเนื้องานกลับพบว่าไม่ได้เป็นไปตามที่รัฐบาลคาดการณ์
ผู้จัดการนิคมอุตสาหกรรมแห่งหนึ่งในชลบุรี เล่าว่า พอรัฐบาลเปิดพื้นที่เขตเศรษฐกิจ กลุ่มทุนจีนไหลทะลักเข้ามาตั้งโรงงานกันเป็นจำนวนมากมีการซื้อหรือเช่าพื้นที่ในนิคมอุตสาหกรรมต่างๆ ก่อสร้างโรงงาน อุปการณ์การก่อสร้าง เครื่องจักรและแรงงานล้วนแต่นำเข้าจากประเทศจีนแทบทั้งสิ้น
“กลุ่มนักธุรกิจเหล่านี้ส่วนใหญ่จะวิ่งเข้าหานักการเมืองทั้งระดับท้องถิ่นและระดับชาติรวมถึงผู้มีอิทธิพลในพื้นที่เพื่อไว้เป็นเกราะป้องกันเจ้าหน้าที่รัฐจะเข้าไปตรวจสอบว่าดำเนินการถูกต้องตามกฎหมายไทยหรือไม่ เมื่อสร้างโรงงานเสร็จ จะนำแรงงานในทุกระดับจากจีนเข้าประจำการ โดยไม่มีการจ้างแรงงานไทยแต่อย่างใด”ผู้จัดการฯระบุแล้ว่าจะจ้างคนไทยเฉพาะเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยเพียงไม่กี่คนเท่านั้นเพราะเป็นอาชีพที่กฎหมายสงวนไว้เฉพาะคนไทย มีหน้าที่ตรวจบริเวณรอบๆโรงงานเท่านั้นส่วนภายในจะเป็นเจ้าหน้าที่นำเข้าจากจีนทั้งสิ้น ประเทศไทยแทบจะไม่ประโยชน์อะไรเลยนอกจากรายได้ที่โรงงานเหล่านี้ซื้อไฟฟ้าและน้ำประปาหรือน้ำบาดาลเท่านั้น
จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่นักวิชาการต่างบอกว่าอุตสาหกรรมของไทยหลายประเภทต่างทยอยปิดกิจการเพราะสู้กับทุนจีนไม่ไหว ทุกวันนี้ธุรกิจจีนรุกเข้าไปเกือบทุกวงการไม่ว่าจะเป็นธุรกิจขนส่ง ปั๊มน้ำมัน ร้านสะดวกซื้อและธุรกิจร้านอาหารเป็นต้น
ในช่วงท้าย”จอมมารน้อย”ฝากถึงรัฐบาลว่าถ้ารัฐบาลยังไม่ตื่นรู้ไม่คิดที่จะหาทางแก้ปัญหาแบบเป็นรูปธรรมและทำกฎหมายให้ศักดิ์สิทธิ์ ไม่นานเมืองไทยจะตกอยู่ในมือต่างชาติแน่นอน
ที่ยกมานำเสนออีกครั้งเพื่อสื่อสารไปถึงรัฐบาลว่าถึงเวลาแล้วที่จะต้องเร่งแก้ไขปัญหาการรุกคืบของทุนจีนให้อยู่ในกฎกติกาชองประเทศได้แล้ว ถ้ายังปล่อยผ่านไปเรื่อยๆขอฟันธงได้เลยว่าทุนจีนจะยึดครองประเทศไทยแน่นอน
ถึงเวลานั้นคนไทยในฐานะเจ้าของแผ่นดินจะกลายเป็นประชาชนชั้นสองอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ !!!
