นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง โพสต์ข้อความเฟสบุ๊ค ภายใต้ชื่อเรื่อง “โฆษกรัฐบาลเดินหมาก ‘ประเทศกูมี’ เร็วไป!” โดยมีเนื้อหาใจความว่า “ข่าวระบุว่า “นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ฝ่ายการเมือง ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการเผยแพร่คลิปวิดีโอเพลงแร็พ ‘ประเทศกูมี’ ว่า

รัฐบาลรู้สึกเสียใจในเรื่องนี้ เพราะคิดว่าเยาวชนน่าจะใช้ความรู้ความสามารถด้านดนตรีในทางที่เป็นประโยชน์ต่อบ้านเมืองต่อแผ่นดินเกิดของตัวเองมากกว่านี้”

ผมวิจารณ์ว่า พลาด!

เพลงแร๊พ คือเพลงที่เอาเรื่องบ่นมาทำเป็นเพลง โดยผู้ริเริ่มเพลงประเภทนี้คือคนผิวดำในนิวยอร์ค ส่วนใหญ่เนื้อเพลงบ่นเกี่ยวกับเรื่องราวประจำวัน

คำว่า แร๊พ แปลว่า นั่งคุยกัน เพลง แร๊พ จึงมักมีเนื้อหาเหมือนคนที่ร้องเพลง ยกเอาเรื่องที่ไม่เป็นเรื่องในแต่ละวัน มาเล่า มาบ่น ให้ชาวบ้านฟัง

ภายหลังเพลงแบบนี้เป็นที่นิยมไปทั่วโลก นักร้องแทบจะทุกประเทศ ทุกภาษา ก็เขียนเพลง แร๊พ ในภาษาท้องถิ่น และมักจะขยายออกไปครอบคลุมเรื่องแง่มุมของสังคมอย่างกว้างขวาง

เนื่องจากเพลง แร๊พ มีจังหวะเร้าใจ ผู้ฟังส่วนใหญ่จึงเป็นกลุ่มวัยรุ่น ซึ่งหมายถึงกลุ่มคนจำนวน 8-9 แสนคนต่อปี ที่อายุล้ำผ่านและได้รับสิทธิเลือกตั้งเป็นครั้งแรก มีคนคำนวนแบบคร่าวๆ ว่า ในจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ต้นปี 2562 ประมาณ 53 ล้านคนนั้น จะมีผู้ที่ได้สิทธิครั้งแรก แต่ยังไม่เคยเลือกตั้งจริง ไม่น้อยกว่า 6 ล้านคน

ผมอายุเกือบจะ 67 ปีเต็ม ปกติจะไม่สนใจเข้าไปยูทูปเพื่อฟังเพลง แร๊พ

แต่ในวันนี้ ผมเข้าไปดู ยูทูป เพลง ‘ประเทศกูมี’ พบว่ามีคนเข้าไปดูคลิปนี้แล้ว 3.4 ล้านคน ซึ่งเร็วพอสมควร แต่คงจะมีผู้ดูจำนวนหนึ่ง ที่ไม่ใช่กลุ่มวัยรุ่น เช่นตัวผม

พวกเรากลุ่มนี้เข้าไปดู เพราะโฆษกวิจารณ์เรื่องนี้ และมีนายตำรวจใหญ่บอกว่า จะมีการเชิญผู้ที่เกี่ยวข้องไปให้ปากคำ พูดภาษาชาวบ้าน ถ้าเห็นว่ามีความผิด ก็จะต้องถูกลงโทษ!

ยิ่งตีกลอง กลองก็ยิ่งดัง!

อันที่จริง ถ้าไม่ให้ความสนใจ เพลงทำนองนี้ก็จะเกิด และดับ ไปตามครรลองปกติ แต่ในเมื่อตำรวจจะเข้ามามีบทบาท โดยเฉพาะต่อไป ถ้าถึงขั้นดำเนินคดีในศาล ก็จะยิ่งดังขึ้นไปอีก!

ถึงแม้มีตำรวจระบุว่า ผู้ที่เกี่ยวข้องอาจจะผิดกฎหมายหลายข้อ (ในรูปข้างล่าง) แต่ผมเองก็มองไม่ออกว่า เนื้อเพลงแบบนี้ จะผิดกฎหมายได้อย่างไร

แต่กรณีนี้ มีบางประเด็นที่น่าสนใจ

1 ผมไม่เห็นด้วย ที่มีการเอาภาพเหตุการณ์ 6 ตุลา เข้ามาเป็นแบ๊คเกรานด์ เพราะการสื่อสารย้อนกลับไปถึงสถานการณ์อดีต ที่นานมากอย่างนี้ ไม่ช่วยในการปรองดองอะไร และพาให้เข้าใจไขว้เขวได้ง่าย

2 อย่างไรก็ดี การวิจารณ์ทางโซเชียลมีเดีย เป็นสิ่งที่รัฐบาลไม่สามารถปิดกั้นได้ และมีแต่จะมีมากขึ้น ทั้งในรูปแบบบทความ และรูปแบบเพลง

สิ่งเดียว ที่ทุกรัฐบาลจะสู้กับคำวิจารณ์ทำนองนี้ได้ ก็คือการทำในสิ่งที่ดี ทำในสิ่งที่ถูกต้อง เท่านั้น

น่าเสียดายที่รัฐบาลพลเอกประยุทธ์ ไม่แสดงอาการรู้ร้อนรู้หนาว ต่อข้อกล่าวหาทุจริตเชิงนโยบายของคณะตรวจสอบภาคประชาชน อย่างกระตือรือล้น เหมือนอย่างเรื่อง ‘ประเทศกูมี'”

"โฆษกรัฐบาลเดินหมาก 'ประเทศกูมี' เร็วไป!"ข่าวระบุว่า "นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ฝ่ายการเมือง…

โพสต์โดย Thirachai Phuvanatnaranubala – – ธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล เมื่อ วันศุกร์ที่ 26 ตุลาคม 2018