“พลพีร์” ลุยตรวจโรงแรมทุนจีน อ้างนายทุนโทรฯ เคลียร์-สั่งสาวต่อ เชียร์ลุยให้สุด-อย่าซ้ำรอย “ไชยชนก”

12

บ่อยครั้งที่ตำรวจหรือเจ้าหน้าที่รัฐหน่วยอื่นบุกจับแก๊งค้ายา แก๊งคอลเซ็นเตอร์ แก๊งธุรกิจสีเทาที่มีนายทุนต่างชาติหรือชาวต่างชาติมีเอี่ยว ระหว่างจับกุมมักจะมีนายทุนอยู่เบื้องหลังโทรศัพท์เจรจายุติคดี พร้อมเสนอผลประโยชน์ด้วยเงินก้อนโต ซึ่งช่วงต้นเดือนสิงหาคม มีตัวอย่างคดีให้เห็น 2 คดี ที่สื่อทุกสำนักนำเสนอข่าวอย่างครึกโครม

คดีแรก วันที่ 8 สิงหาคม พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล นำกำลังจับกุมแก๊งชาวเวียดนาม เป็นผู้หญิง 2 คน ผู้ชาย 1 คน มีพฤติกรรมเกี่ยวข้องกับยาเสพติดข้ามชาติ หลอกลวงออนไลน์ รูปแบบสแกมเมอร์และฟอกเงิน โดยแกะรอยเส้นทางเงินจากคดียาเสพติด ก่อเหตุในหลายท้องที่ ระหว่างสอบสวนผู้ต้องหาที่ สน.โคกคาม มีเพื่อนร่วมแก๊งชื่อ น.ส.เล ทิ อายุ 39 ปี ชาวเวียดนาม ติดต่อเสนอเงิน 150,000 บาท เพื่อแลกกับการปล่อยตัวผู้ต้องหา ทางตำรวจรับข้อเสนอแล้ววางแผนจับกุมได้ พร้อมเงินของกลางที่นำมาส่งให้ตำรวจเพื่อให้ช่วยเหลือคดี

คดีที่ 2 วันที่ 9 สิงหาคม นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย นำกำลังชุดปฏิบัติการพิเศษกรมการปกครอง เปิดปฏิบัติการ “บูรณาการห้วยขวาง” ตรวจสอบเครือข่ายธุรกิจที่อาจเข้าข่ายนอมินีและโรงแรมผิดกฎหมายในพื้นที่เขตห้วยขวาง กรุงเทพฯ พบการกระทำผิดหลายราย

นายพลพีร์ บอกว่าระหว่างตรวจสอบมีประเด็นที่น่าตกใจ คือมีผู้ประกอบการพยายามติดต่อเข้ามาเพื่อขอเคลียร์ พร้อมกับอ้างถึงเจ้าหน้าที่รัฐบางหน่วยในพื้นที่ห้วยขวาง รวมถึงตำรวจตรวจคนเข้าเมือง ผู้ที่ติดต่อเข้ามาอ้างว่าไม่ได้จ่ายเงินเฉพาะสถานประกอบการที่ตรวจในวันนี้ แต่จ่ายกันเป็นงวดๆ ในสถานบริการหลายแห่งอยู่แล้ว

“จึงสั่งการให้กรมการปกครองประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตรวจสอบข้อมูลหมายเลขโทรศัพท์ ติดตามผู้ที่โทรศัพท์เข้ามา รวมถึงตรวจบุคคล 2-3 รายที่ถูกกล่าวอ้างว่าเป็นเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานต่างๆ ว่าเป็นใครและมีส่วนเกี่ยวข้องจริงหรือไม่” นายพลพีร์ระบุ

เมื่อนำผลการทำงานของเจ้าหน้าที่ทั้งสองคดีมาเปรียบเทียบแล้ววิเคราะห์ จะเห็นความเก๋าของชุดทำงานที่มีประสบการณ์ ทั้งไหวพริบ ความมุ่งมั่นเอาผิดกับผู้ก่อเหตุแบบครบวงจร

คดีแรก พอมีคนติดต่อมาเจรจาเพื่อยุติคดี ตำรวจรับลูกทันทีว่ายินดีรับข้อเสนอพร้อมผลประโยชน์ที่จะได้รับ จากนั้นวางแผนจับกุมทันที แตกต่างจากคดีที่ 2 ที่นายพลพีร์บอกว่าตกใจที่มีคนโทรศัพท์มาเคลียร์ พร้อมบอกว่ามีการจ่ายเงินเป็นงวดๆ ให้เจ้าหน้าที่รัฐหลายหน่วยงาน

ถ้านายพลพีร์ มีความเก๋าในการทำงานและมุ่งมั่นจะจัดการกับผู้ที่ทำผิดกฎหมายจริง ต้องรับข้อเสนอพร้อมนัดให้ผู้ที่ติดต่อเข้ามาพบ แล้ววางแผนจับกุมทันที จาากนั้นสอบสวนขยายผลจับกุมเจ้าหน้าที่รัฐที่คอยรับผลประโยชน์แบบงวดๆ หรือรายเดือน และสามารถจะขยายผลไปถึงแก๊งธุรกิจสีเทาที่เข้ามาประกอบการในพื้นที่เขตห้วยขวางได้อีกหลายแก๊ง แถมช่วยกำราบไม่ให้เจ้าหน้าที่รัฐเข้าไปเอื้อประโยชน์ให้พวกทุนเทาหรือจีนเทาได้อีกต่างหาก

แต่นายพลพีร์ทำได้แค่เพียงสั่งกรมการปกครองให้ประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปขยายผลเท่านั้น แม้ภายหลังจะมาแก้ลำด้วยการบุกแจ้งความเอาผิดกับบุคคลที่โทรฯ มาเจรจา แต่อดสงสัยไม่ได้ว่าที่นายพลพีร์ลุยห้วยขวาง ถิ่นที่ชาวจีนบุกยึดทำธุรกิจทั้งถูกกฎหมายและผิดกฎหมาย เพียงแค่สร้างภาพ หรือว่าด้อยประสบการณ์เชิงบริหาร หรือไม่กล้าลุยเพราะกลัวว่าจะไปเหยียบตาปลาเครือข่ายของคนในรัฐบาล

ดังนั้น เพื่อพิสูจน์ว่ามุ่งมั่นที่จะจัดการกลุ่มธุรกิจที่ผิดกฎหมาย นายพลพีร์ต้องเกาะติดกับข้อสั่งการที่ให้กรมการปกครองไปดำเนินการขยายผลกับบุคคลที่โทรศัพท์มาเคลียร์ พร้อมตามคดีที่แจ้งความไว้ที่ สน.ห้วยขวาง แล้วแถลงความคืบหน้าให้สังคมได้เห็นเป็นที่ประจักษ์

แต่ถ้านายพลพีร์ไม่สามารถดำเนินการได้ คงไม่แตกต่างกับที่นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เคยอภิปรายในสภาผู้แทนราษฎรว่ามีเว็บพนันออนไลน์เสนอสินบนเดือนละ 40 ล้านบาท เพื่อแลกกับการไม่ดำเนินคดีกับเว็บไซต์พนันกว่า 4,000 แห่ง และมีการจี้ให้นายไชยชนกตั้งกรรมการสืบสวนสอบสวน ผลสอบเจอตัวละครที่เกี่ยวข้องมีทั้งชื่อ เบอร์โทรศัพท์ ผ่านมาเกือบจะครบปีแล้วยังไร้ความคืบหน้า

ทั้งนายพลพีร์และนายไชยชนก ต่างได้รับฉายาว่า “รัฐมนตรีลูกเทพ” เป็นฉายาเชิงด้อยค่าว่าขาดประสบการณ์ในเชิงบริหารงาน ได้ตำแหน่งเพราะพ่อแม่และเครือญาติหนุนส่ง

ดังนั้น นายพลพีร์ต้องพิสูจน์ให้เห็นว่าปฏิบัติการ “บูรณาการห้วยขวาง” ไม่ใช่การสร้างภาพเพื่อโชว์ผลงานไม่ให้ถูกปรับพ้นตำแหน่ง โดยเดินหน้าลุยแบบสุดซอย ดำเนินคดีกับผู้กระทำแบบยกแก๊ง ทั้งจีนเทาและเจ้าหน้าที่รัฐที่รับสินบน ถ้าทำได้จริง เท่ากับการันตีว่า “รัฐมนตรีลูกเทพ” ไม่ได้ไร้ฝีมือตามที่ถูกด้อยค่าไว้แต่อย่างใด!!!