นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรองนายกรัฐมนตรีและแกนนำพรรคเพื่อไทยได้โพสต์ลงเฟซบุ๊ก เรื่อง “คสช.กำลังทำให้ระบบต่อต้านคอรัปชั่นล้มละลายยาวนาน” โดยโพสต์ข้อความมีใจความว่า ข้ออ้างสำคัญข้อหนึ่งในการยึดอำนาจและอยู่ในอำนาจของคสช. คือ การต่อต้านปราบปรามคอรัปชั่น การปฏิรูปประเทศ ที่สำคัญที่สุดเรื่องหนึ่งที่อ้างว่าจะทำ ก็คือ ระบบต่อต้านปราบปรามคอรัปชั่น แต่ที่ผ่านมามีเเต่การเล่นงานผู้ที่อยู่ฝ่ายตรงข้ามกับคสช. ซึ่งคสช.ได้เข้าแทรกแซงกระบวนการในการจัดการ จนไม่มีใครรู้ว่า ถ้าไม่มีการแทรกแซงของคสช.ที่เริ่มจากการรัฐประหารแล้ว กรณีเหล่านั้นจะมีข้อสรุปอย่างไร

โดย คสช.เองหรือพวกพ้องทั้งหลาย ไม่ปรากฎว่ามีการจัดการกับ ปัญหาคอรัปชั่น การปฏิรูปก็ไม่เห็นผล ทั้งคนของคสช.และรัฐบาล ไม่มีใครสามารถยกตัวอย่างว่าได้มีการปฏิรูปในเรื่องใด ยิ่งระบบต่อต้านปราบปรามคอรัปชั่นด้วยแล้ว ไม่เพียงแต่ไม่เกิดการปฏิรูป คสช.และพวกยังได้ร่วมกันทำลายระบบนี้ให้พังทลายลงไปแล้วเมื่อเกิดกรณีอื้อฉาว โดยคนในรัฐบาลไม่มีใครตั้งกระทู้ ไม่มีใครเสนอญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจเหมือนในระบบรัฐสภา ถ้าเป็นระบบรัฐสภาที่เป็นประชาธิปไตย ป่านนี้มีการตั้งกระทู้สดทุกสัปดาห์มาหลายเดือนแล้ว พอตอบกระทู้สดไม่ได้หลายๆครั้งเข้า ก็จะมีการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ซึ่งคงถึงขั้นตกม้าตายกลางสภากันไปแล้ว

บางท่านอาจจะบอกว่า อภิปรายไม่ไว้วางใจไปก็เท่านั้น รัฐบาลก็ยกมือชนะอยู่ดี ทว่าตั้งแต่รัฐธรรมนูญปี 2540 เป็นต้นมานั้น หากจะยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจในข้อหาทุจริตประพฤติมิชอบหรือร่ำรวยผิดปกติ ผู้ยื่นญัตติก็จะต้องนำเรื่องไปยื่นร้องต่อปปช.เสียก่อน ซึ่งก็จะทำให้ปปช.ต้องทำการตรวจสอบอย่างจริงจัง โดยเฉพาะเมื่อมีการอภิปรายให้ข้อมูลในสภาไปแล้วปปช.จะนิ่งเฉยไม่ทำอะไรก็ไม่ได้ หากนิ่งเฉยกรรมการปปช.เองก็อาจถูกถอนถอนโดยสมาชิกรัฐสภาไปด้วย

การที่นายกรัฐมนตรีบอกให้สื่อมวลชน “ลดราวาศอก” มิฉะนั้น จะใช้อำนาจมากกว่าเดิม ถ้าเป็นในระบบรัฐสภา นายกรัฐมนตรีก็คงโดนอภิปรายไปแล้ว ปัญหาในเชิงระบบอีกเหมือนกัน ก็คือ ประชาชนและสื่อมวลชนไม่มีเสรีภาพในการหาข้อมูลและแสดงความคิดเห็น การหาข้อมูลถูกขัดขวาง การแสดงความคิดเห็นต่อกรณีการทุจริตของรัฐไม่สามารถทำได้ เนื่องจากมักจะถูกคุกคามหรือถูกจัดการด้วยกฎหมายที่ไม่ชอบธรรม เช่น คำสั่งของคสช.เอง

ในส่วนที่เกี่ยวกับองค์กรอิสระที่มีหน้าที่เกี่ยวกับการต่อต้านคอรัปชั่นนั้น นายจาตุรนต์กล่าวว่าเคยวิจารณ์ไว้ว่า “…สรุปได้ว่าคสช.ได้เปลี่ยนระบบและองค์กรในการต่อต้านการทุจริตคอรัปชั่น ไปเป็นระบบอื่นที่ ไม่ใช่ระบบที่อาศัยองค์กรอิสระ หรือเรียกได้ว่าไม่มีองค์กรอิสระ อำนาจที่แท้จริงอยู่ที่คสช.และรัฐบาลไปแล้ว…” ที่จะวิจารณ์เพิ่มเติม ก็คือ ในส่วนของคณะกรรมการปปช.ปัจจุบันนั้น ส่วนใหญ่แต่งตั้งกันในขณะที่คสช.มีอำนาจเต็ม การสรรหาและแต่งตั้งเกิดขึ้นโดยมีรองนายกรัฐมนตรีคนหนึ่งเข้าไปร่วมเป็นกรรมการสรรหา การให้ความเห็นชอบทำโดยสนช.ซึ่งล้วนเป็นคนของคสช. และในที่สุดก็ได้คนสนิทของคสช.เข้ามาเป็นปปช.คนสำคัญ

เมื่อเป็นเช่นนี้ จึงไม่ต้องสงสัยเลยว่า เหตุใด ปปช.ชุดนี้จึงไม่กระตือรือร้น เอาจริงเอาจังกับการตรวจสอบกรณีอื้อฉาวที่เกิดขึ้น และทำไม ปปช.ชุดนี้จึงไม่ได้รับความเชื่อถือจากสังคมหรือประชาชนทั่วไป เวลาที่คสช.ทำอะไรเลอะๆเทอะๆ มักมีคำอธิบายว่า เป็นเรื่องชั่วคราว ต่อไปเมื่อคสช.พ้นจากอำนาจหน้าที่ไปแล้ว ระบบที่ดีๆ ในรัฐธรรมนูญก็จะถูกนำมาใช้อย่างเต็มที่ ซึ่งก็ไม่มีใครอธิบายได้ว่า เหตุใดจึงไม่ใช้ระบบที่อวดอ้างว่าดีนั้นกันเสียตั้งแต่คสช.ยังมีอำนาจอยู่

นายจาตุรนต์กล่าวต่อว่าเรื่องการต่อต้านคอรัปชั่นนั้น เลวร้ายยิ่งกว่านั้นไปอีก คสช.อ้างว่า เข้ามาปราบคอรัปชั่น เวลาให้คนเขียนรัฐธรรมนูญก็เลยอวดอ้างว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็น “รัฐธรรมนูญปราบโกง” เป็นรัฐธรรมนูญปราบโกงจริงหรือไม่นั้น จะไม่ขอวิจารณ์ในที่นี้ แต่ที่อยากจะบอกว่า เกิดการหลอกต้มคนทั้งประเทศก็คือเรื่อง “รัฐธรรมนูญปราบโกง” รัฐธรรมนูญนี้ เขียนอำนาจหน้าที่ของปปช.ไว้ แล้วให้กรธ.ไปเขียนคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของกรรมการปปช.ไว้ในพรป. ผลออกมาเป็นคุณสมบัติแบบที่เรียกกันว่า “ขั้นเทพ” เป็นเหตุให้โอ้อวดว่า สมกับเป็นรัฐธรรมนูญปราบโกง แต่สุดท้าย สนช.กลับต่ออายุกรรมการปปช.ชุดปัจจุบันไปจนกว่าจะครบวาระ คือ อีก 7-8 ปี ทั้งๆที่กรรมการบางคนมีลักษณะต้องห้ามที่กำหนดไว้ในพรป. ที่เขาเห็นว่า เป็นปัญหากันไปทั้งบ้านทั้งเมือง ก็คือ กรรมการบางคนมีลักษณะต้องห้ามเกี่ยวกับการต้องพ้นจากการเป็นข้าราชการประจำมาแล้วไม่น้อยกว่า 10 ปี ซึ่งไปโดนเอาประธานปปช.เข้าเต็มๆ ก็เลยกลายเป็นว่า ที่อวดอ้างว่า “รัฐธรรมนูญปราบโกง” นั้น จริงๆแล้วจะไม่ได้ใช้ ระบบต่อต้านการคอรัปชั่นที่จะใช้กันต่อไปอีกหลายปี ก็คือ ระบบของคสช.โดยคสช.และเพื่อคสช.นั่นเอง

ในช่วงท้ายนายจาตุรนต์กล่าวว่าเรื่องทุจริตคอรัปชั่นที่กำลังอื้อฉาวเกรียวกราวอยู่นั้น จึงเป็นปัญหาของระบบยิ่งกว่าปัญหาของตัวบุคคล ระบบที่ไม่ใช่แค่ล้มเหลว แต่ต้องเรียกว่า ถึงขั้นล้มละลายเลยทีเดียวที่คสช.อวดอ้างว่า ยึดอำนาจเข้ามาเพื่อจัดการกับการคอรัปชั่นและจะปฏิรูประบบต่อต้านการทุจริตคอรัปชั่นให้ดีอย่างที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อนนั้น ขณะนี้เป็นที่ชัดเจนแล้วว่า ไม่เพียงล้มเหลวที่จัดการกับพวกพ้องของคสช.เอง ไม่ได้แม้แต่เรื่องเดียวแล้ว ยังล้มละลายในเรื่องความเชื่อถือที่ประชาชนมีต่อระบบนี้ด้วย

นายจาตุรนต์กล่าวปิดท้ายว่า “ระบบต่อต้านการคอรัปชั่นที่ล้มละลายยาวนาน คือ สิ่งที่คสช.มอบให้แก่ประชาชนไทย”