กรมการแพทย์  ชี้ปัจจุบันมีผู้ป่วยยาเสพติดเข้ารับการบำบัดรักษา 200,000 ถึง 300,000 รายต่อปี  จากที่มีการคาดการณ์ว่ามีผู้เสพ ผู้ติดยาเสพติดมากกว่า 2 ล้านคนทั่วประเทศ โดยยาบ้า ยาไอซ์ครองแชมป์อันดับหนึ่ง รองลงมาจะเป็นผู้ติดกัญชา  กระท่อม ฝิ่น และเฮโรอีน การทำงานให้ประสบผลสำเร็จได้ต้องใช้ความรู้ ความเข้าใจ และการมีส่วนร่วมอย่างจริงจัง จริงใจ ของภาครัฐและภาคประชาสังคม

นายแพทย์ภาสกร ชัยวานิชศิริ รองอธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวว่า สถิติของผู้เข้ารับการบำบัดรักษาทั่วประเทศในระยะ 10 ปีที่ผ่านมา อยู่ระหว่าง  2 – 3 แสนราย  แม้จะมีนโยบายว่าผู้เสพคือผู้ป่วย และรัฐทุ่มเทงบประมาณของชาติเพื่อแก้ไขปัญหา แต่พบว่ามีผู้ป่วยเพียง 45-50 % เท่านั้นที่สมัครใจหรือกึ่งสมัครใจเข้ารับการรักษา ส่วนที่เหลืออีกมากกว่า 50 %  เป็นผู้ป่วยที่ถูกบังคับบำบัดตามคำสั่งศาล และมีผู้ติดยาเสพติดบางรายที่ติดรุนแรงและก่อคดีสร้างความเดือดร้อนต่อสังคม แสดงให้เห็นว่าการดูแลผู้เสพผู้ติดยาเสพติดยังเป็นความท้าทายในความสำเร็จ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งคือการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในสังคม ผู้ติดยาเสพติดควรได้รับโอกาสในการแก้ไขพฤติกรรม หรือการเจ็บป่วยจากการใช้ยาเสพติดอย่างเหมาะสม ไม่ถูกตีตราความผิด ที่ผ่านมาภาครัฐเองต้องสูญเสียงบประมาณเพื่อใช้ในกระบวนการทางศาล และการดำเนินการเอาผิดลงโทษผู้ติดยาเสพติดมากกว่าการใช้งบประมาณเพื่อการรักษาพยาบาล ประเด็นสำคัญที่สุดที่ต้องคำนึงถึง คือ ต้องใช้ความรู้ทางวิชาการ ร่วมกับการศึกษาบทเรียนประสบการณ์ที่ผ่านมา หลายประเทศที่ประสบผลสำเร็จเช่น โปรตุเกส เยอรมัน จะไม่ถือว่าการติดยาเสพติดเป็นโทษทางอาญา แต่ถือเป็นการเจ็บป่วยทางความคิดและพฤติกรรม และใช้การแก้ปัญหาในเชิงสุขภาพเป็นตัวนำ

ดังนั้นนโยบายผู้เสพคือผู้ป่วย จะเกิดได้ต้องอาศัยความร่วมมือของทุกภาคส่วนในสังคม ตั้งแต่ครอบครัวชุมชนให้โอกาสผู้ติดยาเสพติดให้ได้อยู่ร่วมกันในสังคม ผู้รักษากฎหมาย และผู้ปฏิบัติงานมีความรู้และเจตคติที่ถูกต้อง คนเสพน้อยสามารถได้รับการแนะนำ จูงใจ ตักเตือน เฝ้าระวังให้ลด ละ เลิก ไม่สร้างผลกระทบ คนติดมาก ติดหนัก ติดรุนแรงต้องได้รับการบำบัดรักษาและดูแลต่อเนื่อง ได้รับยาทดแทน ได้รับบริการเพื่อลดอันตรายจากยาเสพติด เช่น การป้องกันการติดเชื้อโรคเอดส์ โรคตับอักเสบ วัณโรค และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ โดยมุ่งหวังให้ผู้ป่วยยาเสพติดได้รับการบำบัดรักษาอย่างมีคุณภาพและได้มาตรฐาน อยู่ร่วมกันในสังคมได้อย่างไม่สร้างผลกระทบ และใช้ศักยภาพของบุคคลเพื่อการพัฒนาประเทศชาติต่อไป