ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในช่วงเช้ากลุ่ม คณะอดีต ส.ส. กรุงเทพมหานคร นำโดย นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ นายกรณ์ จาติกวณิช อดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เข้าให้กำลังใจนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ที่กำลังลงชิงตำแหน่งหัวหน้าพรรคอีกครั้ง พร้อมประกาศสนับสนุนนายอภิสิทธิ์เป็นหัวหน้าพรรค โดยเป็นที่น่าสังเกตว่ามีอดีต ส.ส.ที่ลงนามรับรองนายอลงกรณ์ พลบุตร ให้ลงสมัครหัวหน้าพรรคมาร่วมด้วย คือ นายกรณ์ จาติกวนิช และ น.ส.รัชดา ธนาดิเรก

นายอภิสิทธิ์ กล่าวถึงคำขวัญที่โพสต์ผ่าน LINE ข้อความว่า Make My Mark ว่าเป็นข้อความของคนรุ่นใหม่ที่จะมาร่วมงานกับพรรคสนับสนุนแนวคิดนี้ และจัดทำเป็นคลิปวิดีโอซึ่งมีหลายความหมาย ความหมายที่ไม่เกี่ยวกับชื่อตนคือการมีโอกาสแสดงออก มีส่วนร่วมให้เกิดความเปลี่ยนแปลง หมายถึงการสนับสนุนตนทำหน้าที่ คือ การมีส่วนร่วมในการสร้างความเปลี่ยนแปลงที่คนในประเทศรอคอย ทั้งเศรษฐกิจ สังคม การเมือง

นายอภิสิทธิ์ กล่าวอีกว่า ส่วนถ้าเล่นคำว่า Mark เป็นชื่อตนก็เป็นการสื่อสารว่ากระบวนการหยั่งเสียงเลือกหัวหน้าพรรคครั้งนี้เป็นการสร้างหัวหน้าพรรคด้วยมือของตัวเอง เป็นการสร้างหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ สร้างพรรคประชาธิปัตย์ และสร้างใหม่ประเทศไทย ซึ่งการเปิดกระบวนการหยั่งเสียงเลือกหัวหน้าพรรคเป็นการยกระดับพรรคการเมืองไทย และทำให้เกิดความชัดเจนเรื่องจุดยืนของพรรค และตนอาสานำพรรคในสถานการณ์ที่ประชาชนต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงการเมืองไทยให้หลุดพ้นจากปัญหาการไม่เป็นประชาธิปไตยและการทุจริตคอรัปชั่น

“การแข่งขันภายในพรรคเป็นกระบวนการที่คนภายนอกสนใจว่าเป็นมิติใหม่ของพรรคการเมือง ทำให้หลายคนสนใจอยากมีส่วนร่วม ตัดสินใจสมัครเป็นสมาชิกพรรคการเมือง” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

นายอภิสิทธิ์ กล่าวด้วยว่า ส่วนที่มองว่ามีความขัดแย้งนั้นก็เป็นเรื่องธรรมดา แต่เชื่อว่าประชาชนมองว่าเป็นกระบวนการทางประชาธิปไตย ต่อไปจะมีการตั้งคำถามกับพรรคการเมืองอื่นว่าเหตุใดไม่ใช้วิธีเดียวกับพรรคประชาธิปัตย์ และยอมรับว่าการเปิดกว้างให้มีการหยั่งเสียงมีความเสี่ยงสำหรับหัวหน้าพรรคของตนในอนาคตแต่ตนไม่ได้คิดเรื่องนี้ เพราะถือว่าเป็นการสร้างความเปลี่ยนแปลง สร้างระบบจะกลัวความเสี่ยงไม่ได้ เพราะถ้ากลัวจะสร้างอะไรใหม่ๆ ไม่ได้เลย

เมื่อถามว่าการที่ระบุว่า “อายุ 54 ปี แล้ว ไม่เกรงใจใคร” ที่จังหวัดสงขลา หมายความว่าอย่างไร นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ก็หมายความอย่างที่พูด ตนเข้ามาทำงานการเมืองตั้งแต่อายุ 27 ปี และตลอดการทำงานการเมือง 26 ปีที่ผ่านมา การที่จะเดินหน้าทำอะไรเราต้องระมัดระวัง ตอนที่เป็นนายกฯครั้งแรกก็เป็นในช่วงวิกฤติเศรษฐกิจของโลก และสถานการณ์บ้านเมืองปั่นป่วน ซึ่งตนกอบกู้วิกฤติได้ และเริ่มต้นบางอย่างได้ แค่ไม่เคยมีโอกาสได้สร้าง วันนี้ตนอาสาตัวเอง ตนรู้ว่าอายุขนาดนี้แล้วการจะสร้างฝันให้กับประเทศที่เป็นจริงไม่มีเวลามากแล้ว จึงต้องทำ ไม่มีอะไรที่ต้องลังเลใจหรือเกรงใจใครอีกต่อไป เพราะนี่คือโอกาสใหม่ และโอกาสเดียวที่จะทำให้ตนผลักดันความฝันให้เป็นจริงได้

“ตลอด 26 ปีทางการเมืองผมได้ทบทวนทั้งจุดอ่อน จุดแข็ง เรื่องความเกรงใจก็เป็นส่วนหนึ่งที่ผมได้เรียนรู้จากกการทบทวนตัวเอง และตั้งใจที่จะทำให้บ้านเมืองหลุดพ้นจากปัญหาตรงนี้ให้ได้ ถ้าไม่ทำครั้งนี้มีโอกาสสูงมากที่ประเทศจะติดหล่มไปอีกนาน ทั้งหล่มเผด็จการ และหล่มทุจริตคอร์รัปชัน สิ่งที่ผมคิดว่าเป็นจุดแข็งของตัวเองคือแม้จะมีทั้งคนชอบและไม่ชอบ แต่ประวัติของผมยืนยันได้ว่าไม่เคยมีเรื่องผลประโยชน์ตัวเอง นอกจากผลประโยชน์ของประชาชนและประเทศ และเป็นความเชื่อจากใจที่สุจริตของผมในการทุ่มเท ทำให้มีความพร้อมที่จะนำพาบ้านเมืองออกจากปัญหา” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

ส่วนที่มีการวิเคราะห์ว่าการเลือกหัวหน้าพรรคครั้งนี้ไม่เพียงการเปลี่ยนแปลงตัวบุคคล แต่เป็นเรื่องอุดมการณ์พรรคที่เปลี่ยนไปด้วย นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ต้องถามผู้สมัครหัวหน้าพรรคคนอื่นว่ามีแนวคิดเกี่ยวกับแนวทางการเมืองของพรรคอย่างไร แต่ตนชัดเจนว่าอุดมการณ์ของพรรคที่ผู้ก่อตั้งประกาศไว้ตั้งแต่ พ.ศ. 2489 เราจะปฏิบัติอย่างจริงจัง

เมื่อถามว่า การเลือกตั้งครั้งนี้จะชี้ชะตาว่าพรรคประชาธิปัตย์จะร่วมกับคสช. หรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า คำถามแบบนี้ไม่ควรมาถามพรรคประชาธิปัตย์ แต่ควรจะไปถามคนอื่นว่าจะมาร่วมกับพรรคประชาธิปัตย์สร้างบ้านเมืองหรือไม่  ตนยืนยันว่า การเป็นทางหลักคือ เราเป็นตัวของตัวเอง มีความชัดเจนในจุดยืน ยืนยันว่าเราไม่ใช่พรรคอะไหล่ให้ใครทั้งนั้น แต่พรรคประชาธิปัตย์จะต้องเป็นพรรคการเมืองหลัก มีความตรงไปตรงมา มีความก้าวหน้าในระบบพรรคการเมืองมากกว่าพรรคอื่น

เมื่อถามถึง กระแสข่าวว่าพรรคเพื่อไทยตั้งพรรคสาขาเป็นนอมินีทางการเมือง นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เป็นเรื่องของแต่ละพรรค แต่พรรคประชาธิปัตย์จะทำการเมืองอย่างตรงไปตรงมา ไม่มีคิดเรื่องระบบแตกสาขา เพราะต้องตรงไปตรงมากับประชาชน เปิดเผย โปร่งใส นี่คือทางเลือกที่เราเสนอให้ประชาชน ไม่ว่าใครจะออกแบบระบบอย่างไร ใครจะใช้เล่ห์กลเพื่อหลีกเลี่ยงระบบอย่างไร ประชาชนจะเป็นคนชี้ว่าจะให้พรรคการเมืองไหนใหญ่

“ขอให้ประชาชนมั่นใจว่าทุกเสียงมีความหมาย แต่ กกต.ซึ่งเป็นผู้รักษากฎหมายต้องไปดูเจตนารมณ์ของกฎหมายว่าการมีพรรคนอมินีผิดกฎหมายหรือไม่ เพราะในกฎหมายมีเจตนารมณ์ค่อนข้างชัดว่าห้ามพรรคการเมืองไปฮั้วกัน” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

เมื่อถามว่า การที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ร่างกฎหมายไม่อยากให้พรรคการเมืองใหญ่ขึ้น แต่มีบางพรรคไปตั้งนอมินีพรรคขึ้นมา นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ประชาชนเท่านั้นจะเป็นคนชี้ว่าใครจะใหญ่หรือไม่ใหญ่ ส่วนกรณีที่นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ ระบุว่า อดีตส.ส.จะไปพบนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ หรือตั้งพรรคนอมินี ไม่มีความผิดนั้น เป็นหน้าที่ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต). และยืนยันว่าในส่วนของพรรคประชาธิปัตย์ไม่มีการแตกแยกเป็นสาขาเป็นนอมินีใด ๆ ทั้งสิ้น